แถลงการณ์ไคโรระหว่างมหาอำนาจทั้งสามอันมีสหรัฐอเมริกา จีน และสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1943
มีใจความตอนหนึ่งว่า...
“วัตถุประสงค์ของมหาอำนาจทั้งสามก็คือ ญี่ปุ่นจะต้องถูกริบคืนบรรดาเกาะทั้งหลายในมหาสมุทรแปซิฟิคที่ญี่ปุ่นยึดครองมาตั้งแต่เริ่มสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 และดินแดนที่ญี่ปุ่นขโมยมาจากจีน เช่น แมนจูเรีย ฟอร์โมซา และหมู่เกาะเปสคาดอส์ จะต้องกลับคืนเป็นของสาธารณรัฐจีน ญี่ปุ่นจะต้องถูกขับไล่ออกจากดินแดนอื่นๆ ทั้งหมด ที่ได้มาโดยความรุนแรงและละโมบ”
มหาอำนาจทั้งสามพบกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 1945 และยื่นคำขาดให้แก่ญี่ปุ่นที่เรียกว่า แถลงการณ์พอตสดัมโดยมีใจความที่เกี่ยวข้องตอนหนึ่งว่า... “8. เงื่อนไขตามแถลงการณ์ไคโรจะได้รับการปฏิบัติและอธิปไตยของญี่ปุ่นจะถูกจำกัดเฉพาะเกาะฮอนชู ฮอกไกโด คิวชู และชิโกกุ กับเกาะเล็กอื่นๆ ตามแต่จะเห็นสมควร”
เอกสารของญี่ปุ่นที่ยอมรับความพ่ายแพ้สงครามลงวันที่ 2 กันยายน 1945 มีใจความตอนหนึ่งระบุว่า ญี่ปุ่นยอมรับเงื่อนไขตามแถลงการณ์พอตสดัม ซึ่งหมายถึงการยอมรับแถลงการณ์ไคโรด้วย
“สนธิสัญญาสันติภาพกับญี่ปุ่นลงนาม ณ ซานฟรานซิสโก ในวันที่ 8 กันยายน 1951” (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สนธิสัญญาซานฟรานซิสโก) บทที่ 2 ว่าด้วยดินแดน มาตรา 2 ระบุว่า
“(ก) ญี่ปุ่นยอมรับอิสรภาพของเกาหลี สละกรรมสิทธิ์และข้อเรียกร้องทุกประการต่อเกาหลี ซึ่งหมายรวมถึงหมู่เกาะ Quelpart (Jeju) ท่าเรือ Hamilton และ Dagelet (Geomundo และ Ulleungdo) (ข)..ฟอร์มอซาและหมู่เกาะเปสคาดอส์ (ค)..หมู่เกาะคูริล ส่วนของเกาะซัคคาริน และเกาะใกล้เคียงที่ญี่ปุ่นได้มาตามสนธิสัญญาพอ์ตสมัธ 5 กันยายน 1905 (ง)..หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิคที่ญี่ปุ่นเคยดูแลอยู่ (ฉ)..หมู่เกาะสแปรตลี่ และหมู่เกาะพาราเซล”
ในวันเดียวกันนั้น ญี่ปุ่นก็ลงนามใน “สนธิสัญญาสันติภาพระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ ทั้งสองสนธิสัญญารวมกันเป็นสิ่งที่จำกัดให้ญี่ปุ่นอยู่ภายในกรอบ พร้อมๆ กับส่งผลกระทบตกค้างแก่การเมืองระหว่างประเทศตั้งแต่นั้นมา
ประเด็นที่สำคัญที่สุดของสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก ก็คือ ฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์ ฝ่ายจีนคณะชาติ เกาหลีทั้งเหนือและใต้ ไม่ได้รับเชิญให้ลงนามในสัญญา ทั้งๆ ที่ฝ่ายเหล่านั้นได้รับความทุกข์ยากแสนสาหัสจากญี่ปุ่น แล้วสันติภาพระหว่างฝ่ายเหล่านั้นกับญี่ปุ่นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สหภาพโซเวียตได้รับเชิญแต่ไม่ได้ลงนามด้วยข้ออ้างว่า จีนคอมมิวนิสต์ไม่ได้รับเชิญ
หลังจากนั้นสหรัฐบีบคั้นญี่ปุ่นให้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับจีนคณะชาติในวันที่ 28 เมษายน 1952 วันเดียวกับที่สนธิสัญญาซานฟรานซิสโกมีผลบังคับใช้ เพื่อให้จีนคณะชาติเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงหนึ่งเดียว โดยขู่ว่าจะไม่รับรองสนธิสัญญาซานฟรานซิสให้มีผลถ้าไม่ปฏิบัติตาม ญี่ปุ่นเองก็ลังเลใจ แต่ก็ไม่กล้าขัด
สหภาพโซเวียตเองสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่นเมื่อ 19 ตุลาคม 1956 แต่ไม่ได้ทำสัญญาสันติภาพ ด้วยเหตุที่ตกลงเรื่องดินแดนไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐไม่เห็นชอบและกดดันอยู่เบื้องหลัง
ญี่ปุ่นไม่เหมือนเยอรมนีที่สามารถตกลงประนีประนอมและอยู่ร่วมกันกับประเทศข้างเคียงในยุโรปได้ แต่ญี่ปุ่นจำเป็นต้องยอมรับข้อแม้หลายประการจากสหรัฐเพื่อแลกกับการได้อำนาจอธิปไตยคืนมาโดยเร็วที่สุด เงื่อนไขที่ต้องยอมรับ ได้แก่ การให้ญี่ปุ่นติดอาวุธใหม่ การคงฐานทัพทั้งหมดในญี่ปุ่น และการตัดจีนคอมมิวนิสต์ออกจากสัญญาสันติภาพ
แม้ว่าใจความของแถลงการณ์ไคโร พอตสดัม และสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก จะมีการระบุเรื่องดินแดนที่ดูเหมือนชัดเจนในหลายๆ กรณี แต่กลับไม่ได้ระบุชัดเจนว่ามีขอบเขตเพียงใด และใครจะเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีที่เกี่ยวข้องกับประเทศที่ไม่ได้ลงนาม
กรณีของรัสเซีย ได้แก่ กรณีพิพาทเรื่อง 4 เกาะทางเหนือที่ติดกับฮอกไกโด เนื่องจากสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกไม่ได้ให้คำจำกัดความของหมู่เกาะคูริลว่าครอบคลุม 4 เกาะดังกล่าวด้วยหรือไม่ ทั้งๆ ที่หมู่เกาะคูริลเป็นรางวัลที่รับปากให้แก่โซเวียตอย่างลับๆ ในการประชุมที่ยัลต้า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1945 เพื่อชักชวนให้โซเวียตมาช่วยรบกับญี่ปุ่น โดยที่ขณะนั้นโซเวียตยังไม่ได้เป็นคู่สงครามเลย ในตอนที่ญี่ปุ่นเจรจากับโซเวียตและยอมให้สองเกาะบนของเกาะทั้ง 4 สหรัฐขู่ว่า ถ้าทำเช่นนั้นสหรัฐจะยึดหมู่เกาะโอกินาวาไว้ตลอดไป
กรณีพิพาทระหว่างเกาหลีกับญี่ปุ่นเกี่ยวกับด็อกโตก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีการระบุชื่อหมู่เกาะไว้ 3 ชื่ออย่างชัดเจน แต่ก็มีเกาะอีกมากที่ไม่ได้ระบุและด็อกโต ก็คือหนึ่งในนั้น เมื่อญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 1965 เรื่องนี้ก็ตกลงกันไม่ได้
โอกินาวาถูกญี่ปุ่นผนวกเข้าเป็นจังหวัดหนึ่งของญี่ปุ่นในปี 1872 ของสมัยเมจิ และญี่ปุ่นผนวกเกาะเตี้ยวหวีเป็นส่วนหนึ่งของโอกินาวาในปี 1895 อย่างดื้อๆ หลังจากได้รับไต้หวันและหมู่เกาะเปสคาดอส์ ตามสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ ทั้งหมดตกเข้าไปอยู่ภายใต้สหรัฐช่วงหลังสงคราม โดยที่สัญญาซานฟรานซิสโกไม่ได้ระบุว่า เกาะใดจะเป็นของญี่ปุ่น แต่เป็นดุลยพินิจของมหาอำนาจตามแถลงการณ์พอตสดัม ซึ่งสหรัฐก็คืนเกาะเตี้ยวหวีให้แก่ญี่ปุ่นไปพร้อมๆ กับหมู่เกาะโอกินาวาในปี 1972 โดยที่ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ และจีนไต้หวันทำการประท้วงด้วย
กรณีพิพาทถัดไปคือ หมู่เกาะสแปรตลี่และหมู่เกาะพาราเซล ที่ญี่ปุ่นสละสิทธิ์ตามสนธิสัญญาซานฟรานซิสโก แต่ไม่มีการระบุว่าใครจะเป็นเจ้าของและเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ เดิมทีจีนคณะชาติเป็นผู้อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะทั้งสอง ตามด้วยจีนคอมมิวนิสตในทศวรรษที่ 1940 ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายขอให้บรรจุหมู่เกาะทั้งสองไว้ในสนธิสัญญา เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับเวียดนามที่ตนยึดครองอยู่
กรณีพิพาททั้งสี่ข้างต้น ถือเป็นประเด็นที่สหรัฐหมกเม็ดไว้ในสนธิสัญญา เพื่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นภายในภูมิภาคนี้
ฐานทัพและสถานที่ทางทหารบนโอกินาวา 32 แห่ง และบนเกาะหลักทั้งสี่อีก 7 แห่ง ถือเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของฐานทัพสหรัฐทั่วโลก ซึ่งตั้งใหม่และยุบเลิกไปตามเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ฐานทัพในญี่ปุ่นได้คงอยู่มาเป็นเวลานานแล้ว เริ่มแรกมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นที่ตั้งส่งกำลังออกไปสำหรับเป้าหมายในจีนและรัสเซียในยุคสงครามเย็น แต่ตอนนี้คงจะใช้สำหรับจีนและเกาหลีเหนือ ในขณะเดียวกันฐานทัพเหล่านี้ใช้สำหรับควบคุมญี่ปุ่นเอง และสุดท้ายเพื่อใช้ในการรักษาความมั่นคงและสันติภาพตามมาตรา 1 แห่งสนธิสัญญาความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ
John W. Dower (2014) ศาสตราจารย์เกียรติคุณทางประวัติศาสตร์แห่ง MIT กล่าวว่า สหรัฐได้พยายามกดดันให้ญี่ปุ่นติดอาวุธใหม่ตั้งแต่ก่อนสงครามเกาหลีด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าการติดอาวุธไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
เมื่อสงครามเกาหลีอุบัติขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 สหรัฐถึงกับอยากเห็นกองกำลังภาคพื้นดินของญี่ปุ่นเข้ามาร่วมรบด้วย นายกรัฐมนตรีโยชิดะในขณะนั้นไม่พยายามตอบสนอง แต่ยอมให้มีการจัดตั้งกองกำลังสำรองตำรวจแทน ในที่สุดกองกำลังป้องกันตนเองก็เกิดขึ้นจนได้ในปี 1953 ตามการเร่งรัดของสหรัฐ และเจริญเติบโตเป็นลำดับโดยที่ไม่ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย
แต่ใช้วิธีการตีความแทน เนื่องจากการติดอาวุธนี้อยู่ใต้สนธิสัญญาความมั่นคงที่ญี่ปุ่นต้องพึ่งการป้องกันจากสหรัฐที่มีฐานทัพอยู่ทั่วญี่่ปุ่น ผลที่ตามมาก็คือ หนึ่ง ญี่ปุ่นต้องตกอยู่ภายใต้นโยบายยุทธศาสตร์และการวางแผนเชิงกลยุทธของสหรัฐ สอง การติดอาวุธจะไปควบคู่กับการลดความสำคัญ การฟอก และ การปฏิเสธสิ่งที่กองทัพญี่ปุ่นกระทำในอดีต
แม้ว่าข้อ 10 ตามแถลงการณ์พอตสดัมจะระบุไว้ชัดเจนถึงการดำเนินการกับอาชญากรสงคราม และผู้ที่ปลุกระดมประชาชนญี่ปุ่นให้ทำสงคราม แต่ผู้ที่ถูกฟ้องต่อศาลทหารระหว่างประเทศในตะวันออกไกลกว่า 20 คน ส่วนใหญ่ถูกตัดสินจำคุก มีเพียง 7 คนเท่านั้นที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ ในบรรดา 7 คนนี้ นอกจากโตโจ ฮิเดกิ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในตอนก่อนแพ้สงครามและเป็นผู้มีบทบาทสูงในการสั่งการเกือบทุกแนวรบแล้ว
อีก 3 คนเป็นผู้ที่ก่ออาชญากรรมสงครามกับประเทศฝ่ายตะวันตก (International Military Tribunal for the Fareast 1948) ส่วนที่เหลืออีก 3 คนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการก่อกรรมทำเข็ญในจีนและการนำมาซึ่งคำตัดสินของ 3 คนนี้ ล้วนแต่มาจากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างหนักของอัยการชาวจีนที่ฝ่าฟันอุปสรรคจากสภาพที่หลักฐานเอกสารต่างๆ ถูกทำลายจนหมดสิ้นก่อนแพ้สงคราม มิฉะนั้น 3 คนนี้คงไปรวมอยู่ในกลุ่มที่ถูกตัดสินจำคุก (“丧钟为谁而鸣 “,凤凰网,2013)
สิ่งที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นการแสดงให้เห็นว่า สหรัฐต้องการหัวโจกที่เกี่ยวข้องกับตนเท่านั้น ผู้พิพากษาและอัยการชาติอื่นเป็นเพียงพระอันดับที่จะทำให้คำฟ้องของตนมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญคือ การพิจารณาคดีครั้งนี้ไม่ได้แตะต้องถึงปฏิบัติการในเกาหลีแม้แต่น้อย นอกจากนี้ อาชญากรสงครามในหน่วยทดลองอาวุธชีวภาพ 731 ในจีน ก็ถูกปล่อยไปเพื่อแลกกับข้อมูลการทดลองอาวุธทางชีวภาพ









