เมื่อเร็วๆ นี้ โออีซีดีออกรายงานเกี่ยวกับความอ่อนด้อยทางการศึกษาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รายงานฉบับนี้
มีจุดเน้นที่แตกต่างไปจากรายงานเดิมๆ ที่ผ่านมา ตรงที่บ่งบอกความจริงเกี่ยวกับจำนวนเด็กที่มีผลการเรียนรู้ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน คือมีความรู้ความสามารถต่ำต้อยจนกระทั่งไม่สามารถใช้ความรู้นั้นในการดำรงชีวิต หรือทำการงานได้อย่างมีประสิทธิผล
ถ้าเป็นความรู้เรื่องเลขก็อ่อนด้อยถึงระดับที่คุยกันเรื่องค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ไม่รู้เรื่อง เอาค่าเฉลี่ยไปใช้ในการงานไม่เป็น ถ้าเป็นเรื่องการอ่าน คืออ่านหนังสือพิมพ์แล้ว จับใจความไม่ได้ เอาสาระไปบอกกล่าวคนอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์นั้นจะทดลองอะไรไม่เป็นสักอย่าง เก็บข้อมูลไม่เป็น วิเคราะห์ไม่เป็น ไม่สามารถทำงานอย่างมีระบบ เป็นขั้นเป็นตอนได้
รายงานฉบับนี้จึงบ่งชี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของบ้านเมืองนั้น ในประเด็นสำคัญของโลกยุคดิจิตอลคือขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคล รายงานนี้ใช้ผลการทดสอบเด็กมัธยมในช่วงอายุสิบห้าปี ที่ส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังอยู่ในการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งการทดสอบกระทำมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งล่าสุดคือเมื่อประมาณสี่ปีมาแล้ว เมื่อครั้งแรกที่ผลการทดสอบได้เผยแพร่ออกมา ก็ไม่ค่อยมีใครเดือดร้อนอะไรกัน เพราะบอกแค่คะแนนสูงสุด ต่ำสุด และค่าเฉลี่ย ซึ่งบ้านเมืองที่มีทั้งเด็กเก่งมากๆ และเด็กที่อ่อนมากๆ ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบย่อมบอกอะไรไม่ได้ แต่ครั้งนี้รายงานบอกได้ทันทีเลยว่า ที่เล่าเรียนกันมาสิบสองปีจนถึงมัธยมปลายนั้น ได้สร้างความพร้อมให้กับลูกหลานที่จะไปแข่งขันกับบ้านอื่นเมืองอื่นได้มากน้อยเพียงใด
บ้านเรามีเด็กเข้าทดสอบประมาณเกือบแปดแสนคน ทดสอบสามเรื่อง คือความรู้เรื่องเลข การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ผลออกมาว่าเด็กๆ ที่ผลการทดสอบต่ำกว่าระดับพื้นฐานด้านเลขมีประมาณสี่แสนคน ผลการทดสอบเรื่องการอ่านต่ำกว่าพื้นฐานประมาณสองแสนห้าหมื่นคน ใกล้เคียงกับจำนวนเด็กๆ ที่มีผลการทดสอบเรื่องวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าพื้นฐาน
ขอเน้นอีกครั้งหนึ่งว่าคำว่าต่ำกว่าระดับพื้นฐานนั้น หมายถึงไม่สามารถใช้ความรู้เรื่องนั้นในชีวิตการงานได้เลย ไม่ใช่แค่สอบได้ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของทุกประเทศ ถ้าเทียบให้เข้าใจได้ง่ายๆ ขึ้นอีกนิดหนึ่งคือถ้ามีเด็กสิบคนเข้าทดสอบ เด็กห้าคนมีความรู้เรื่องเลขต่ำกว่าพื้นฐาน สามคนอ่านแล้วจับใจความไม่ได้ สามคนทำอะไรที่เป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอนไม่ได้ ต้นทุนมนุษย์เรามีมากแค่ไหน บอกได้ว่ามีคนสองคน แต่เหมือนมีแค่คนเดียว ถ้าคิดถึงการทำงานที่ต้องรู้เรื่องเลข ถ้าเป็นการงานที่ต้องอ่านคู่มือต่างๆ มีคนสามคน เหมือนมีแค่สองคน เพราะหนึ่งในสามคนจะอ่านแล้วจับใจความอะไรไม่ได้เลย งานที่ต้องทำตามระบบ มีขั้นมีตอนให้ทำ จะมีแค่สองคนจากสามคนที่ทำได้
ถ้าดูเฉพาะบ้านเราอาจบอกว่าก็ไม่น่าจะเดือดร้อนอะไร แต่ถ้าไปเทียบกับผลการทดสอบของเด็กๆ ในบ้านอื่นเมืองอื่น โดยเฉพาะเอาไปเปรียบเทียบกับบ้านเมืองที่เราอยากเป็นเหมือนเขาในวันหน้า ข้อสรุปที่ได้ไม่น่าจะสบายใจนัก โดยเฉพาะท่านที่มีหน้าที่ดูแลการศึกษาของบ้านเรา
เด็กๆ จากเวียดนามประมาณหนึ่งล้านคน เข้าทดสอบเลขเหมือนกับบ้านเรา มีเด็กที่ผลการทดสอบต่ำกว่าระดับพื้นฐานแค่แสนกว่าคน ใกล้เคียงกับผลการทดสอบเรื่องการอ่าน เด็กเวียดนามสิบคน มีความรู้เรื่องเลขต่ำกว่าระดับพื้นฐานแค่คนเดียว เด็กเวียดนามหนึ่งในสิบคนอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เด็กบ้านเราหนึ่งในสามคนอ่านไม่รู้เรื่อง ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กเวียดนามนั้นสิบห้าคน ไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์แค่คนเดียว ถ้าเป็นบ้านเราสิบห้าคนจะมีห้าคนที่ไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์
ถ้าดูต่อไปว่าเด็กที่ไม่รู้เรื่องทั้งเลข ทั้งการอ่าน ทั้งวิทยาศาสตร์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน เด็กเวียดนามหนึ่งล้านคน มีคนที่ไม่รู้เรื่องทั้งสามเรื่องไม่ถึงห้าหมื่นคน บ้านเราแปดแสนคน มีคนไม่รู้เรื่องทั้งสามเรื่องหนึ่งแสนแปดหมื่นคน บ้านเขาหนึ่งร้อยคน ไม่รู้เรื่องสักอย่างแค่ห้าคน บ้านเรายี่สิบคน ผลการทดสอบของเด็กเวียดนามไม่ได้แตกต่างไปจากบ้านเมืองที่เก่งๆ ด้านดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี จีน ญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรปตะวันตก ถ้าใจกว้างพอที่จะรับความจริง ข้อมูลนี้คงบอกได้ว่าสิบสองปีในโรงเรียนของลูกหลานเรานั้นตระเตรียมความพร้อมในการแข่งขันในโลกนี้ หรือแม้แต่ในเออีซีมากน้อยแค่ไหน
บางท่านอาจคิดว่าที่ผลการเรียนออกมาแบบนี้ เพราะบ้านเราลงเงินทองเพื่อการศึกษาน้อยไปหรือไม่ แต่ข้อมูลบอกว่าเงินที่เวียดนามใช้ในการให้การศึกษากับลูกหลานบ้านเขานั้นน้อยกว่าบ้านเรา แม้ว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์การใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อจีดีพีของเวียดนามอยู่ประมาณหกเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่บ้านเราอยู่ที่เกือบๆ ห้า ดูต่ำกว่านิดหน่อย แต่จีดีพีบ้านเราโตกว่าบ้านเขาร่วมเท่าตัว แปลว่าเขาใช้เงินน้อยกว่า แต่ลูกหลานบ้านเขาหนึ่งร้อยคนไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างแค่ห้าคน บ้านเรากว่ายี่สิบคน
เห็นความจริงกันแบบนี้แล้ว ขอได้โปรดช่วยกันคิดกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ขนาดส่งให้เรียนถึงมัธยมปลาย ร้อยคนไม่รู้เรื่องยี่สิบกว่าคน วันหน้าถ้าส่งให้เรียนแค่มัธยมต้นไม่รู้ว่าวันนั้นร้อยคนจะไม่รู้เรื่องเกินสี่สิบห้าสิบคนหรือไม่ แล้ววันนั้นเราจะเป็นบ้านเมืองที่เป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจดิจิตอลกันได้จริงหรือเปล่า หรือแค่ฝันไปเท่านั้น






