ย่างเข้าสู่ไตรมาสที่สองของปีแล้วนะคะ ในเดือนเมษายนนี้จะมีวันทำงานเพียง 17 วันเพราะมีวันหยุดยาวเนื่อง
ในเทศกาลสงกรานต์ในสัปดาห์นี้ และสิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว คือ เกิดอุบัติเหตุและมีการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ก็ขอให้ขับขี่ยานพาหนะด้วยความระมัดระวังด้วยการเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ขับรถด้วยความประมาทคึกคะนอง และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในปลายเดือนนี้ก็จะมีประกาศคาดการณ์เศรษฐกิจโลกใหม่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เข้าใจว่ามีแนวโน้มจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจลงจากที่ได้ประมาณการไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการบริหารของกองทุนการเงินการเงินระหว่างประเทศได้บรรยายไว้ที่ประเทศเยอรมนีเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะขอสรุปสาระสำคัญๆ มาเพื่อทราบกัน
นางลาการ์ดได้เริ่มจากข่าวดีว่า “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง และไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ แต่ข่าวที่ไม่สู้ดีนักก็คือการฟื้นตัวเชื่องช้ากว่าที่คาด และมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น” การฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกาและวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป เกิดขึ้นในอัตราที่ต่ำมากและใช้เวลาที่ยาวนานมากเกินไปจนคนจำนวนมากแทบไม่รู้สึกถึงการฟื้นตัวที่เกิดขึ้น
ความไม่แน่นอนที่ทำให้เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเกิดจากการชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดของเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางนโยบายเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก และการลงทุนมาเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยขยายการบริโภคภายในประเทศ และการขยายตัวของภาคบริการ การอ่อนตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หลักๆ คือ พลังงาน ธัญพืช โลหะและอโลหะ การเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในบางประเทศ (สหรัฐอเมริกาประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของทางการในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา) และที่น่าสนใจคือ การฟื้นตัวของประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่บนความคาดหวังว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วจะเป็นผู้นำของการฟื้นตัว
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐต่ำกว่าที่คาดหวังเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น (จากการปรับขึ้นอัตราดอกอ้างอิง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ คงหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง) ประเทศในกลุ่มยุโรปยังมีปัญหาอัตราการว่างงานสูง การลงทุนต่ำ และมีฐานะการคลังที่อ่อนแอ ญี่ปุ่นมีปัญหาทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ สำหรับกลุ่มประเทศเกิดใหม่แม้จะมีความแตกต่างกันของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่โดยภาพรวมแล้วก็เหมือนกัน คือ จีนอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางนโยบายเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งน่าจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อจีนเอง และเศรษฐกิจโลก ที่จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราที่ที่ดีแต่ในอัตราการเติบโตที่ลดลง บราซิล รัสเซีย และประเทศในตะวันออกกลางอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ มีเพียงอินเดียที่ยังสามารถขยายตัวได้ในอัตราที่สูง และมีการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประชาชน
สำหรับความเสี่ยงที่ยังจะเผชิญในช่วงที่เหลือของปี ที่จะเป็นข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ของปีนี้ยังมีอยู่มาก ทั้งนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อต่ำ การลงทุนต่ำ และมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ และในหลายประเทศมีอัตราการว่างงานสูง ฐานะการเงินของสถาบันการเงินอ่อนแอ และมีสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนามีความเสี่ยง ได้แก่ การตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หนี้ของภาคธุรกิจสูง และความผันผวนของการไหลเข้า/ออกของเงินทุนระหว่างประเทศ ที่ทำให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งความเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จะทำให้การขยายตัวทางการค้าชะลอตัวลง ขาดเสถียรภาพทางการเงิน และขาดความเชื่อมั่นของประชาชน
นอกจากความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความเสี่ยงทางด้านการเมืองสูงขึ้น ทั้งการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ รวมไปถึงความไม่สงบทางการเมืองในหลายประเทศที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนมาก ที่เป็นปัญหาสำหรับหลายๆ ประเทศในปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุปได้ว่า ประเทศไทยเองอย่าได้หวังพึ่งพาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศมากนัก และขอให้วางแผนรองรับกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย






