วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อันตรายของวาทกรรมพ้นผิดแบบผิดๆ

ในระยะประมาณสิบปีมานี้ มีวาทกรรมเพื่อทำให้ผิดเป็นชอบเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นอันมาก จนคล้ายจะเป็นธรรมเนียม

กันไปแล้วว่า เมื่อมีการกระทำไม่ชอบมาพากล เป็นไปในทางเสื่อมเสีย ทุจริต คอร์รัปชัน ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในหมู่บุคคลที่ฐานะทางสังคม มีตำแหน่งหน้าที่ความรับผิดชอบในระดับสูง เมื่อปรากฏการกระทำเข้าข่ายดังกล่าว ก็มักคิดค้นวาทกรรมเพื่อให้พ้นไปจากความผิดเหล่านั้น ซึ่งเป็นไปในลักษณะพ้นผิดแบบผิดๆ นั่นคือ แม้จะดูเหมือนไม่มีความผิดแต่แท้ที่จริงแล้ว ความผิดที่เกิดขึ้นก็ยังคงเป็นความผิดอยู่นั่นเอง

ต้นแบบวาทกรรมดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเห็นว่าคือวาทกรรมอดีตนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่ง ที่พูดถึงคนที่ตนถูกฟ้องร้องว่ากระทำผิดกฎหมาย โดยกล่าวว่า สิ่งที่ตนเองทำไปนั้นเป็นการกระทำที่ “บกพร่องโดยสุจริต” สาธารณชนคงจดจำวาทกรรมนี้ได้ดี เพราะเป็นวาทกรรมที่โด่งดังมาก เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในหมู่คนอย่างกว้างขวาง

วาทกรรมต่อมาเป็นวาทกรรมของนักการเมืองคนสำคัญอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของวาทกรรม “บกพร่องโดยสุจริต” โดยนักการเมืองคนดังกล่าวได้กล่าวถึงการกระทำที่ถูกฟ้องร้องของอดีตนายกรัฐมนตรีว่า อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้น “ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม" ซึ่งสร้างความงุนงงสงสัยและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า คนระดับนั้นและเรียนจบกฎหมายระดับดุษฎีบัณฑิตอ้างตรรกะเช่นนั้นได้อย่างไร “ทำผิดกฎหมาย” กับ “ทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามไว้” ต่างกันได้อย่างไร

วาทกรรม “บกพร่องโดยสุจริต” กับ “ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้าม” (ดังนั้นจึงไม่ผิด) เกิดขึ้นในยุคประชาธิปไตยที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เมื่อตกมาถึงปัจจุบัน ยุคที่รัฐบาลมาจากการยึดอำนาจ ก็เกิดวาทกรรมใหม่ขึ้น นั่นคือ “คืนแล้วไม่ผิด” ซึ่งปรากฏหลายวาระ แต่ที่สาธารณชนสนใจกันมากก็ได้แก่ กรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการรับผลประโยชน์ในการสร้างอุทยานราชภักดิ์ของกองทัพบก ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบออกมาชี้แจงว่า ผู้รับเงินไปนั้นนำไปบริจาคคืนให้แก่มูลนิธิแล้ว และในกรณีของมหาเถระสมาคมตัดสินกรณีพระเถระระดับเจ้าอาวาสวัดใหญ่วัดดังเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายว่า ได้คืนเงินนั้นไปแล้วจึงไม่ผิด ทั้งสองกรณีนี้จึงเป็นวาทกรรมเพื่อให้มีการพ้นผิด ไม่ต่างจากวาทกรรมที่ยกมาในตอนต้นของนักการเมืองแต่อย่างใด

คำถามก็คือ ความผิดที่เกิดขึ้น หากมีการกระทำผิดจริง ความผิดนั้นจะหมดไปง่ายๆ เพียงเพราะการกระทำตามวาทกรรมนั้นแล้วอย่างนั้นหรือ คำตอบก็คือ เมื่อความผิดเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่อาจจะพ้นจากความผิดได้ ไม่ว่าตามศีลธรรมจรรยาหรือกฎหมาย เพราะศีลธรรมจรรยาและกฎหมายมีขึ้นมาเพื่อป้องกันหรือห้ามคนกระทำผิด กระทำผิดโดยไม่เจตนาก็มีความผิดน้อย กระทำผิดโดยเจตนาก็มีความผิดมาก เมื่อทำผิดแล้วก็ไม่มีข้ออ้างใดๆ ให้พ้นจากการกระทำผิดนั้นด้วยตัวเองหรือด้วยคนที่ไม่มีหน้าที่ในการตัดสินวินิจฉัย หากทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าคนธรรมดาหรือพระสงฆ์องค์เจ้าก็ต้องเข้ากระบวนการทางกฎหมายให้ศาลสถิตยุติธรรมตัดสิน ถ้าหากพระสงฆ์องค์เจ้าทำผิดศีลของพระก็จึงต้องให้พระจัดการชำระความกันเอง

ลองพิจารณาเทียบเคียงดูว่า หากกรรมการบริษัท ผู้บริหารบริษัทหรือพนักงานบริษัททำผิดด้วยการยักยอกทรัพย์สิน หรือเงินของบริษัทเป็นของตน เมื่อถูกจับได้ก็คืนเงินนั้นแล้วกล่าวอ้างว่าเงินที่ยักยอกมานั้นได้คืนไปแล้วจึงไม่ต้องรับผิดใดๆ จะมาลงโทษตามระเบียบบริษัทและกฎหมายบ้านเมืองแก่ตนนั้นไม่ได้ เช่นนี้ย่อมเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ว่าจะคืนทรัพย์สินหรือเงินที่ยักยอกไปหรือไม่คืน ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว พระสงฆ์องค์เจ้าก็เช่นกัน หากทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ของผู้อื่นเกินกว่ากำหนดไว้ในศีล ผิดถึงขั้นปาราชิก (ปาราชิก 4 ของพระ คือ เสพเมถุน, ลักทรัพย์หนึ่งบาทขึ้นไป, ฆ่าคน, อวดอ้างคุณวิเศษที่ตนไม่มี) จะมากล่าวอ้างว่า ได้คืนเงินนั้นไปแล้วจึงไม่มีความผิด เช่นนี้ก็ย่อมไม่ได้เช่นกัน ถึงแม้หมู่สงฆ์จะไม่เอาผิด แต่ความผิดนั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมผิดอยู่เช่นเดิม

วาทกรรมดังกล่าวจึงเป็นอันตรายยิ่ง ก่อให้เกิดความเชื่อแบบผิดๆ การกระทำแบบผิดๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมในระยะยาว หากเกิดวาทกรรมลักษณะนี้เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้พ้นผิดแบบผิดๆ ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ก็เป็นที่แน่นอนว่า สังคมไทยจะเต็มไปด้วยการกระทำผิดที่หาทางพ้นผิดกันแบบผิดๆ ในที่สุดก็คงหนีไม่พ้นต้องสูญเสียเป็นแน่แท้

เราจะปล่อยให้เกิดขึ้นอยู่อีกหรือ?