รัฐธรรมนูญเป็นแค่กฎหมาย (กติกาสังคม) ที่เป็นตัวหนังสือที่ไม่อาจปฏิรูปประเทศได้จริง ขึ้นอยู่กับว่า คนที่ได้มาเป็น
รัฐบาลชุดต่อไปจะยึดถือ/ทำตามมากน้อยเพียงไร ถึงจะมีสว. แต่งตั้งโดยคสช. ก็คงปฏิรูปประเทศไม่ได้อยู่ดี เพราะรากฐานปัญหาคือ การที่โครงสร้างและวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ชนชั้นนำที่เป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยผูกขาดอำนาจ, ความมั่งคั่ง และความรู้ ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ได้รับการศึกษาทั้งต่ำทั้งด้อยคุณภาพ, ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมอุปถัมภ์นิยม, การเล่นพวก การเชื่อผู้นำด้วยศรัทธา อารมณ์ความรู้สึก ปัญหารากฐานนี้ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้รับการพัฒนาเป็นพลเมืองที่รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นไม่ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดการเลือกตั้งและสรรหา (สส., สว.) วิธีไหน ก็จะยังคงได้ชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ 2-3 กลุ่มร่วมมือกันเป็นรัฐบาลอยู่นั่นเอง
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจทหาร ข้าราชการ ขุนนาง รวมทั้งผู้พิพากษามากกว่าภาคประชาชน เพราะผู้ร่างเกรงว่าประชาชนจะเลือกนักการเมืองหน้าเดิมๆ นี่เป็นการมองตามปรากฏการณ์ของปัญหา แต่ถ้าเราปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมให้เป็นธรรมขึ้น สร้างโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้เท่าทัน พัฒนาตนเอง และจัดตั้งภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น ต่อไปประชาชนจะรู้จักใช้สิทธิ์ใช้เสียงได้ดีขึ้น
ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ เราคงได้รัฐบาลชนชั้นนำหน้าเก่าๆ ที่ขาดความรู้ ความสามารถ วิสัยทัศน์ในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง เช่น การเน้นการพัฒนาคน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ กระจายทรัพย์สินรายได้ ความรู้ สวัสดิการต่อไปสังคมให้เป็นธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ชนชั้นนำทุกรัฐบาลคิดในกรอบการพึ่งพาการพัฒนาแนวทางส่งออก สั่งเข้ามาก การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นสัดส่วนสูงกว่าการพึ่งตลาดภายในและการพัฒนาคน, ทรัพยากรภายในประเทศ การใช้นโยบายพึ่งเศรษฐกิจโลกมากในสถานการณ์ที่โลกมีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจชะลอตัวและขัดแย้งทางการเมืองสูง จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยมีปัญหาเพิ่มขึ้น
การปฏิวัติหรือการปฏิรูปประชาธิปไตยในสหรัฐ ฝรั่งเศส อังกฤษ ญี่ปุ่น ที่ทำได้สำเร็จหรือได้ผลมากพอสมควร มาจากชนชั้นนำที่มีความรู้/จิตสำนึกก้าวหน้ากว่าของไทย และประชาชนชั้นกลางและชั้นล่างตื่นตัวจัดตั้งองค์กร เรียกร้อง ผลักดันให้ชนชั้นนำที่ปกครอง/บริหารประเทศอยู่ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย ดังนั้นการจะปฏิรูปประเทศไทยได้จริงขึ้นอยู่กับว่าประชาชนไทยต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีมองปัญหาแบบขาวดำ 2 ขั้วสุดโต่ง เลือกข้างพึ่งชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นการมุ่งสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนเป็นหลัก และกล้าวิจารณ์ชนชั้นนำทุกฝ่ายเป็นเรื่องๆ ไป
คนชั้นกลางที่มีการศึกษาและฐานะทางเศรษฐกิจปานกลางจนถึงค่อนข้างสูง เคยเป็นพลังมวลชนฝ่ายพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยและกปปส.เป็นพลังแบบหลวมๆ ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแบบเฉพาะกิจ เมื่อถึงสถานการณ์ที่ทนไม่ไหว ไม่ได้มีการจัดตั้งองค์กร, ไม่มีการพัฒนาแนวคิดอุดมการณ์เพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง แม้จะไม่พอใจว่าสังคมไทยมีปัญหาทุจริตฉ้อฉล, ใช้อำนาจบาตรใหญ่, สังคมพัฒนาไปอย่างไม่สมดุล และไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือต่างคนต่างทำมาหากิน แข่งขันเพื่อความอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบที่เป็นอยู่ ปัญญาชน, ชนชั้นกลางไทยไม่ได้ค้นคว้าศึกษาทำความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองทั้งระบบ อย่างวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ทำให้พวกเขามองไม่เห็นทางเลือกชัดเจนนัก
กลุ่มคนระดับกลางและล่างจัดตั้ง รวมกลุ่ม ต่อสู้ เพื่อปัญหาในท้องถิ่น และปัญหากลุ่มอาชีพของตนอยู่บ้าง แต่เป็นคนส่วนน้อย กระจัดกระจายเป็นกลุ่มย่อย เรียกร้องเฉพาะเรื่อง ผนึกกำลังกลุ่มอื่นๆ ได้ลำบาก คนส่วนใหญ่ถูกชนชั้นนำกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งครอบงำทางความคิดและเครือข่ายให้อยู่ในระบบอุปถัมภ์นิยม, เล่นพวก เมื่อการเมืองไทยมีลักษณะขัดแย้งแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง ประชาชนก็ถูกแบ่งแยกและขัดแย้งกับประชาชนด้วยกันเอง
การจะปฏิรูปประเทศได้อย่างแท้จริง ต้องสร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ส่งเสริม, ขยาย, พัฒนาการองค์กร เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมชาวนาชาวไร่ ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ รณรงค์ให้การศึกษา, ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนทั่วไป ให้เข้าใจสภาพ, สาเหตุและทางออกของปัญหาความไม่เป็นธรรมและด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองของไทยอย่างวิเคราะห์เจาะลึก, ช่วยให้ประชาชนเข้าใจภาพสังคมอย่างเป็นองค์รวม และรับรู้สาเหตุของปัญหา, แนวทางแก้ไขปัญหาและการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองของประเทศในเชิงโครงสร้าง นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด ที่ปัญญาชนและประชาชนที่ตื่นตัว, ที่รู้จักคิดอย่างเป็นเหตุผล ควรช่วยกันคิดช่วยกันทำ
ประสบการณ์ของชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ในช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติ-ประชาธิปไตย และการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 18 คือ การจัดบรรยาย, พูดคุยแลกเปลี่ยน ถกเถียง ปัญหาทางสังคมตามร้านกาแฟ สโมสร การพิมพ์จุลสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือเล่ม ที่เสนอความรู้ ความคิดในเชิงเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้ประชาชนสนใจอ่าน อภิปรายกัน ตื่นตัวรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้าเพิ่มขึ้น (ยุคทำให้โลกสว่างด้วยเหตุผล) ทำให้ประชาชนเป็นพลังผลักดันที่สำคัญทั้งในการปฏิวัติอเมริกัน และปฏิวัติฝรั่งเศส, การปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมในอังกฤษ และเยอรมัน
คนที่มีความรู้ ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจการเมืองที่ตื่นแล้ว ควรจะต้องช่วยกันส่งเสริมคนไทยส่วนใหญ่สนใจการเรียนรู้เชิงวิเคราะห์, การอ่านหนังสือ, การอภิปรายถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล, การวิจัยค้นคว้าหาคำตอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง ประเทศไทยจึงจะก้าวข้ามกับดักของการขาดความรู้ ความเข้าใจในการแก้ปัญหา, พัฒนาประเทศ และเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างสมดุล เป็นธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างแท้จริง






