วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องสร้างความกระจ่าง

ตามมติผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ดำเนินการ

ฟ้องศาลปกครอง กรณีบริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ไม่คืนท่อก๊าซธรรมชาติ ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และการนำท่อก๊าซซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินไปแสวงหาประโยชน์ โดยได้ฟ้องร้องกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้ที่เกี่ยวข้องในอดีต รวม 11 ราย ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2550 และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยขอให้ปตท.คืนทรัพย์สินที่เหลืออีกกว่า 5 หมื่นล้านบาทให้กระทรวงการคลัง

การฟ้องร้องกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นมานาน  และครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านคำสั่งอีกครั้งว่า ปตท.ได้ส่งคืนท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ให้แก่กระทรวงการคลังครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วตั้งแต่ปี 2551 แต่การฟ้องครั้งนี้ต้องติดตามดูว่าศาลปกครองจะรับคำฟ้องหรือไม่ แต่จากการฟังคำชี้แจงของนายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่แสดงความมั่นใจว่าสามารถฟ้องร้องได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าคดีจะไปสิ้นสุดอย่างไร จนกว่าจะมีคำสั่งของศาลปกครอง

ประเด็นการกล่าวหาในคำฟ้องในครั้งนั้น ถือว่าค่อนข้างดุเดือดอย่างมาก เพราะมีกล่าวถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของภาครัฐไปนั่งกรรมการปตท. จนไม่กล้าทำอะไรอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งมีการกล่าวหาว่าเป็นองค์กรที่มีความลึกลับอย่างมาก และระบุอีกว่ายังมีเรื่องร้องเรียนให้ดำเนินการตรวจสอบได้อีกหลายเรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นในแนวเดียวกันทั้งสิ้น ในขณะที่ผู้บริหารปตท.มั่นใจว่าได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลหมดสิ้นแล้วในเรื่องการโอนทรัพย์สิน และพร้อมต่อสู้คดี

หากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในยุคโซเชียลมีเดีย เราจะเห็นว่าปตท.ถือเป็นหน่วยงานที่ถูกตรวจสอบมากที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นที่จับจ้องของประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากขอบเขตการดำเนินธุรกิจของปตท.เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นความสำคัญของปตท.ต่อการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทย แต่ปตท.ก็มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น ทั้งๆที่วางเป้าหมายเป็นบริษัทน้ำมันของไทยและมีบทบาทสำคัญในการดูแลในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

จากกรณีนี้ที่ยืดเยื้อมานาน และเราเชื่อว่าหากยังมีการตั้งข้อสงสัยต่อการดำเนินธุรกิจและไม่สร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนไทยต่อบริษัทน้ำมันของคนไทย ซึ่งการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยในสังคมถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าคนปตท.อาจเห็นว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายไปแล้ว แต่การสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าเรื่องทางตัวบทกฎหมาย แต่เป็นเรื่องการสร้างความไว้วางใจและสร้างให้คนเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจของปตท.

เราเห็นว่าคดีนี้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ระหว่างปตท.กับฝ่ายที่เห็นว่าปตท.ไม่ได้ดำเนินการตามที่ควรจะเป็น ดังนั้นถึงเวลาที่จะต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะหากสังคมเกิดความเข้าใจและปตท.ดำเนินการอย่างถูกต้อง ผลที่ได้ก็คือความเชื่อมั่นและแรงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งในที่สุดแล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในที่สุด แต่หากยังปล่อยให้เป็นไปเช่นเดิม เราเชื่อว่าเรื่องนี้ก็จะเกิดปัญหาเป็นระยะ เพราะเมื่อคนไม่มั่นใจก็ย่อมต้องเกิดข้อสงสัยเป็นเรื่องปกติธรรมดา