เมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงพาณิชย์เตรียมที่จะเสนอ
คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เพื่อพิจารณาแนวทางการระบายข้าว ในสต็อกที่คงเหลือกว่า 12 ล้านตันว่าจะใช้ “วิธีการระบายแบบใด เพื่อให้รัฐเสียหายน้อยที่สุด”
สาเหตุที่ต้องเสนอขอแนวทางการระบายอีกครั้ง ทั้งๆ ที่นบข. อนุมัติแนวทางการระบายข้าวเอาไว้แล้วนั้น เนื่องจากข้าวล็อตนี้ เป็นข้าวที่มีหลายเกรดผสมอยู่ในคลังเดียวกัน มีทั้งเกรดพี เอ บี และซี ไม่ได้แยกชัดเจนเหมือนกับข้าวที่ได้ระบายไปก่อนหน้านี้ที่ชัดเจนว่าเป็นข้าวดี ข้าวเสีย
คณะอนุกรรมการะบายข้าวที่มี ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้มีการประชุมกันไปแล้ว มีมติว่า หากเป็นคลังที่มีข้าวเกรดพี เอ บี มากกว่าข้าวเกรดซี และไม่สามารถแยกข้าวได้ ก็จะใช้วิธีการเปิดประมูลเป็นการทั่วไป
แต่หากเป็นคลังที่มีข้าวเกรดซีมากกว่าเกรดพี เอ บี และไม่สามารถแยกข้าวได้ ก็จะให้ประมูลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม แต่จะมีการติดตามการขนย้ายอย่างใกล้ชิด รัดกุม เพื่อไม่ให้ข้าวหลุดรอดเข้าสู่ตลาดปกติ
ที่สำคัญ หากคลังใดสามารถแยกกองได้ ก็จะแยกออกเป็นข้าวเกรดพี เอ บี และซี ก่อนที่จะนำมาเปิดประมูลต่อไป
ถึงตรงนี้ คงมีคำถามเกิดขึ้น ทำไมถึงไม่แยกชนิดข้าวออกมาก่อนแล้วขาย ต้องย้อนกลับไปดู ก็เหมือนกับที่เคยใช้กับการประมูลข้าวเสียเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม คือ ไม่สามารถแยกได้ เพราะข้าวผสมปนเปกันทั่วไปหมด การแยกมีค่าใช้จ่ายสูงมาก กรรมกรก็ไม่มีใครมารับทำ เพราะตัวอย่างก็มีให้เห็นมาแล้ว
เท่าที่ฟังกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ปฏิเสธ ถ้าคลังไหน สามารถแยกได้ ก็จะแยก หากทำแล้วคุ้มค่า และทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด
แน่นอนว่า หากแนวทางการระบายข้าวในสต็อกที่เหลือกว่า 12 ล้านตัน ออกมาในแนวทางนี้ คงมีคนอีกหลายประเภท หลายจำพวก ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าวล็อตใหญ่นี้ ต้องทยอยกันออกมาโวยวายเป็นแน่
แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงนั้น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ข้าวล็อตนี้ เป็นข้าวมรดกตกทอดมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นมรดกที่ใครๆ ก็ไม่อยากได้ เพราะมันเละเทะ ไร้ระบบการตรวจสอบ ไร้ระบบการบริหารจัดการ ข้าวดี ข้าวเสีย ข้าวเสื่อมคุณภาพ เอามาเก็บปะปนกันให้มั่วไปหมด เดือดร้อนกันมาจนถึงตอนนี้
ย้อนความให้พอแลเห็น สต็อกข้าวล็อตมหึมานี้ เกิดขึ้นจากนโยบายการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดที่ตันละ 15,000 บาท ซึ่งตอนนั้นมีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการทุจริตเวียนเทียนข้าว เอาข้าวในสต็อกมาขายถูกๆ ให้กับพรรคพวก แล้วเอาไปขายต่อ หรือเอากลับเข้าสู่โครงการรับจำนำ จนป.ป.ช. เข้าไปตรวจสอบ นำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความในศาลในขณะนี้และยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ไต่สวนอีกหลายคดี
บางคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาล จะไม่ขอก้าวล่วง มีขั้นตอนกระบวนการพิจารณาอยู่แล้ว ให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนยุติธรรมก็แล้วกัน
แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ กลุ่มคนที่จะมาชักใบให้เรือเสีย ออกมาพูดใส่ร้าย กล่าวหาถึงการขายข้าวล็อตใหญ่ล็อตนี้ โดยปราศจากเหตุผล แต่มุ่งโจมตีเพราะเสียประโยชน์และกระทบกับพวกพ้องและกลุ่มตนเองมากกว่า
ในช่วงระยะทั้งก่อนและหลัง นบข.อนุมัติแผนบริหารจัดการข้าว 12 ล้านตันนี้ จะมีข้อมูลแปลกๆ ปั่นกระแส ที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง ออกมาเป็นระยะๆ
กระทรวงพาณิชย์ ต้องเตรียมพร้อมที่จะตอบโต้ รับมือ และชี้แจงข้อมูล เพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด เพราะข้าวค้างสต็อกนี้ เป็นมรดกที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมาสะสาง แม้จะไม่อยากได้ก็ตาม
แต่ในเมื่ออยู่ในมือ อยู่ในความรับผิดชอบแล้ว จะดี จะร้าย ยังไงก็ต้องทำ และหากทำด้วยความบริสุทธ์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ก็ไม่ต้องวิตก หวั่นไหว
แน่นอนเรื่องข้าว เป็นเดิมพันที่สูงเกินไป
เป็นเดิมพันที่เชื่อมโยงให้การเมืองเปลี่ยนพลิก!!!









