กองทัพพม่ายืนยันว่า แม้จะมีรัฐบาลพลเรือน
มาจากการเลือกตั้ง ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศในวันที่ 1 เมษายนนี้ แต่ “ทหารก็ยังต้องมีบทบาทสำคัญ” ในบ้านเมืองต่อไป
คนพูดไม่ใช่นักวิเคราะห์ ไม่ใช่นักวิชาการ แต่คือ นายพลอาวุโส พล.อ.มิน อ่อง หลาย ผู้บัญชาการทหารบก ที่ทรงอิทธิพลเหนือกองทัพพม่าจนถึงวันนี้
กองทัพพม่าเรียกตัวเองว่า “ทัทมาดอว์” (Tatmadaw) อ้างตัวเองเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของประเทศชาติ
“แม้กองทัพพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลและประชาชน แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่กองทัพจะก้าวออกจากเวทีการเมือง” คือคำประกาศของนายพลผู้กุมอำนาจทหารพม่าวันนี้
คำยืนยันนี้มา ณ วันอาทิตย์ที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมาถือเป็น “วันกองทัพพม่า” ที่ขนเอาทหารกว่า 10,000 นายออกมาเดินสวนสนามเพื่อตอกย้ำถึง “บทบาทนำ” ของเหล่าทหารในโครงสร้างสังคมพม่า
ไม่เห็นภาพของ ออง ซาน ซูจี ในงานนี้
ไม่มีการปรากฏตัวของ อู ถิ่น จอ ประธานาธิบดีของพม่า
ต้องไม่ลืมว่าทหารพม่าเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองมาตลอด ตั้งแต่ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 1962 นำโดยนายพลเนวิน จากนั้นก็ปกครองประเทศด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ จะเปลี่ยนก็แต่ตัวละครในเครื่องแบบ แต่เนื้อหาคือคนในเครื่องแบบรวบอำนาจ ปราบปรามคนที่เห็นค้านมาตลอดกว่า 50 ปีก่อนที่จะยอมก้าวลงเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งเมื่อเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา
นายพลมิน อ่อง หลาย ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี 2008 ที่ยังใช้อยู่ถึงวันนี้และกองทัพไม่ยอมให้มีการแก้ไขเพื่อให้อองซานซูจีก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่ดี ร่างโดยคนมีความรู้และผู้รับผิดชอบจากหลายวงการ อีกทั้งยังผ่านการลงประชามติแล้วด้วย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้แหละที่ยังให้อำนาจกับกองทัพอย่างมาก เช่นให้โควตาทหารในสภาผู้แทนราษฎร 25% ซึ่งแปลว่าจะไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนไหนได้เลยหากทหารไม่ยอม เพราะระบุไว้ชัดว่าการจะผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้เสียง 75% ขึ้นไป
อีกทั้งยังกำหนดไว้ว่ากองทัพจะเป็นผู้แต่งตั้งสามตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงคือรัฐมนตรีกลาโหม, มหาดไทยและกิจกรรมชายแดน
ไม่แต่เท่านั้นยังเปิดทางให้ทหารประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” และมีอำนาจบริหารประเทศในช่วงวิกฤติหากเกิดสถานการณ์ที่ทหารอ้างได้ว่าเป็นเหตุร้ายแรงถึงขั้นที่กองทัพต้องเข้ามากู้ชาติบ้านเมือง
หากทหารเข้ากุมสถานการณ์ในภาวะเช่นนั้นเป็นเรื่องประเมินยากว่าอองซานซูจีหรือประธานาธิบดีอู ถิ่น จอ ของพรรค NLD ที่มีเสียงข้างมากในสภาและได้รับอาณัติบริหารประเทศจากประชาชนด้วยเสียงท่วมท้นนั้นจะสามารถใช้สถานภาพของรัฐบาลกำหนดบทบาทของทหารได้หรือไม่
ที่เปราะบางไม่น้อยในแง่ความมั่นคงก็คือกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่กำลังรอว่ารัฐบาลใหม่จะยื่นมือเสนอให้พวกเขามีบทบาทในการบริหารประเทศมากน้อยเพียงใด
กองทัพคบกับชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มขณะที่อีกหลายกลุ่มได้ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลทหาร แต่วันนี้ต้องดูท่าทีของอองซานซูจีว่าจะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นกับชนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไรเพื่อสร้างรัฐบาลสมานฉันท์อย่างแท้จริง
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับนายพลมินอ่องหลายยังไม่อาจเรียกได้ว่าราบรื่นนัก เพราะมีประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอยู่หลายเรื่อง ลึก ๆ แล้วความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพรรค NLD กับกองทัพก็ยังมีอยู่ในหลายระดับ
และยิ่งเมื่อผู้นำกองทัพพม่าออกมาประกาศในที่สาธารณะว่าบทบาททหารจะยังโดดเด่นต่อไปอย่างนี้ ออง ซาน ซูจี จะวางตัวอย่างไรเป็นเรื่องที่ละจากสายตาของผู้เกาะติดสถานการณ์พม่าไม่ได้เลย!






