วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตสมาชิกอียู:สหราชอาณาจักรอยากอยู่หรือไป?

ข่าวคราว “Brexit” หรือการที่สหราชอาณาจักรจะเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปหรือไม่ กำลังเป็นที่สนใจ

เพราะหากสหราชอาณาจักรต้องออกจากอียูจริงๆ ผลกระทบจะไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการเมือง แต่ผลกระทบกับระบบเศรษฐกิจ การค้า การทำธุรกิจ และการลงทุนระหว่างอียูกับสหราชอาณาจักร และกับประเทศอื่นๆ ในโลกคงมีไม่น้อย

เรื่อง Brexit เป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร David Cameron ประกาศไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งเมื่อหลายปีก่อน เพื่อดึงคะแนนเสียงกลุ่มชาวอังกฤษที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่สหราชอาณาจักรต้องรวมกลุ่มอยู่กับอียู หรือที่เรียกว่ากลุ่ม Eurosceptics โดยนายกรัฐมนตรี David Cameron ได้สัญญาไว้ว่าหากได้รับเลือกตั้งจะเจรจาเรื่องสถานะพิเศษของสหราชอาณาจักรในอียู และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสหราชอาณาจักรลงคะแนนเสียงว่า ต้องการให้สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกอียูต่อไปหรือไม่? หลังได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเริ่มจากการเจรจากับผู้นำอียูเรื่องสถานะพิเศษดังกล่าวมาแล้วหลายเดือน ในที่สุดได้มีการกำหนดวันลงประชามติ หรือ Referendum ในวันที่ 23 มิถุนายนนี้

เรื่องดังกล่าวทำให้หลายคนคงสงสัยว่า สหราชอาณาจักรไม่พอใจกับการเป็นสมาชิกอียูหรือ แล้วอียูจะมีทางออกให้สหราชอาณาจักรได้หรือไม่? การตั้งประเด็นล่อแหลมแบบนี้ของนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรดูจะเป็นเรื่องการหาคะแนนเสียงทางการเมือง และดึงดูดกลุ่มที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเป็นสมาชิกอียูของสหราชอาณาจักรให้เทคะแนนให้พรรค Conservative ในการเลือกตั้ง แต่ก็มีนัยสำคัญที่อาจสะท้อนอนาคตความร่วมมือและบทบาทของสหราชอาณาจักรในอียู

ฝ่ายสนับสนุน Brexit เห็นว่า อียูกำลังประสบกับความท้าทายหลักหลายประการ ที่ทำให้อียูต้องมีการปรับเปลี่ยนและปฏิรูปครั้งใหญ่ ได้แก่เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ เรื่องการแข่งขันในเวทีโลก และที่สำคัญเรื่องการหลั่งไหลเข้ามาของผู้อพยพจำนวนมากจากสงครามซีเรีย และการจัดการด้านเขตพรมแดนของยุโรป ที่อียูเองยังดูเหมือนจะยังจัดการได้ไม่ดีนัก ฝ่ายที่สนับสนุน Brexit จึงมองว่าการออกจากอียู จะช่วยสหราชอาณาจักรไม่ให้ต้องไปรับภาระปัญหาทางการเมืองดังกล่าว โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้อพยพ ไม่ต้องห่วงเรื่องจะมีคนย้ายถิ่นฐานเข้ามารับสวัสดิการสังคมของสหราชอาณาจักร จะสามารถเลือกเดินหน้าการเจรจา Trade Deals ต่างๆ กับประเทศสำคัญอย่างจีน อินเดีย สหรัฐ ได้เองโดยไม่ต้องรออียู กับเพื่อนสมาชิกอีกกว่า 20 ประเทศม

แต่วิสัยทัศน์ของฝ่าย “โปรยุโรป” ที่ต้องการให้สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกอยู่ในอียูต่อไป บอกว่า ผลกระทบเชิงลบของการออกจากอียูนั้นโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหาศาล นอกจากเรื่องที่จะเห็นชัดเจนอย่างราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในสหราชอาณาจักรจะต้องแพงขึ้น เพราะปัจจุบันสหราชอาณาจักรพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากตลาดร่วมอียูจำนวนมาก และค่าเงินปอนด์จะต่ำลง สินค้าดังกล่าวก็จะแพงขึ้น และการเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ในอียูจะยากลำบากขึ้น

สถานะของลอนดอนในฐานะศูนย์กลางทางการเงินอาจหมดความสำคัญลง การลงทุนระหว่างสองฝ่ายคงชะงัก และการดำเนินธุรกิจและการค้าระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศคู่ค้าในยุโรปจะทำได้ยากลำบากขึ้น และมีผลกระทบต่อทั้งอียูและสหราชอาณาจักรอย่างมาก เพราะปัจจุบันสหราชอาณาจักรส่งออกคิดเป็น 45% ไปอียู และอียูส่งออกคิดเป็น 16% ไปสหราชอาณาจักร นอกจากนั้น บทบาทและความสำคัญของสหราชอาณาจักรในสายตาสหรัฐ ก็จะลดน้อยลง หากสหราชอาณาจักรไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอียู เรื่องการเจรจา TTIP ที่อียูกำลังเจรจาอยู่กับสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบ

การเปิดฉากการโต้เถียงเกี่ยวกับสมาชิกภาพของสหราชอาณาจักรต่อสาธารณชนครั้งนี้ เสมือนเป็นการเปิดฉากการโต้เถียงครั้งใหญ่ระหว่างสหราชอาณาจักร กับประเทศอียูหลักๆ รวมทั้งประเทศที่เรียกว่า “โปรยุโรป” และไม่ต้องการเห็นอียูถูกมองว่ามีการบูรณาการที่ถดถอยลง อาทิ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายในเยอรมนีว่า หากสหราชอาณาจักรต้องการออกจากอียูจริงๆ ผลกระทบคงอยู่ที่สหราชอาณาจักรมากกว่าผลกระทบที่อียูจะได้รับ และอียูต้องเดินหน้าการบรูณาการต่อไป

สหภาพยุโรปหรืออียูถือเป็นต้นแบบแห่งบูรณาการและการรวมตัวในระดับภูมิภาคของกลุ่มประเทศที่เห็นพ้องต้องกัน จนยอมสละอำนาจอธิปไตยระดับหนึ่งมาผูกรวมไว้ในระดับอียู การรวมตัวของกลุ่มประเทศอียูเริ่มขึ้นครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นับเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในการประสานสัมพันธไมตรีระหว่างคู่แค้นจากสงคราม อย่างฝรั่งเศสและเยอรมนีจนกลายเป็นการรวมตัวของอียูที่เริ่มด้วยประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง 6 ประเทศได้แก่ เบลเยียม เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี ลักเซมเบอร์ก เนเธอร์แลนด์ และขยายสมาชิกภาพออกไปเรื่อยq ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งที่เป็นประเทศยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออกรวม 28 ประเทศ

ในยุคเศรษฐกิจรุ่งเรืองก็มีแต่ประเทศอยากเข้าเป็นสมาชิกเพิ่ม เพราะสำหรับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเล็กในยุโรปการเป็นสมาชิกอียูดูจะได้ประโยชน์มากกว่าเสีย ทำให้การขยายสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปเป็นเรื่องน่าดึงดูด แม้ประเทศสมาชิกเหล่านั้นต้องทำการปรับเปลี่ยนกฎหมายและระบบของประเทศตนอย่างมากมายเพื่อให้เข้ากับระบบของอียู

สหราชอาณาจักรเข้าเป็นสมาชิกอียูตั้งแต่ปี 1973 ในช่วงการขยายสมาชิกภาพรอบแรกพร้อมกับเดนมาร์กและไอร์แลนด์ แต่สหราชอาณาจักรอาจเรียกได้ว่าเข้าเป็นสมาชิกแบบเล่นตัว อาจเป็นเพราะความเป็นมหาอำนาจ (เก่า) หรือเพราะความเป็นชาวเกาะของสหราชอาณาจักร ที่แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเรียกตนเองว่าเป็น “ยุโรป” ขนานแท้ เหมือนพวกชาวยุโรปที่อยู่ในพื้นทวีป ทำให้สหราชอาณาจักรขอ “ไม่ร่วม” ในนโยบายหลายด้านของอียู อาทิ ไม่ขอร่วมใช้สกุลเงินยูโร แต่ขอใช้เงินปอนด์ของตนต่อไป และไม่ขอเข้าร่วมเรื่องพรมแดนและวีซ่า ที่เรารู้ในนาม วีซ่าเชงเกน ทำให้เวลาเราเดินทางไปยุโรป เราต้องทำวีซ่าของสหราชอาณาจักรแยก

คงต้องมองเป็นเรื่องธรรมดาที่การรวมตัวของสมาชิก 28 ประเทศที่มีความแตกต่าง และก็มีความสำคัญและมีอำนาจในแบบของตนคงไม่ได้ง่ายและราบรื่นเสนอไป โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำและปัญหาทางการเมืองมาให้แก้ไขอยู่ไม่ขาดสาย นักการเมืองคงต้องพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อหาคำอธิบายแก่ประชาชนว่า ประเทศของตนเป็นสมาชิกอียูไปเพื่ออะไร และได้ประโยชน์อย่างไร

เราคงต้องคอยติดตามผลการลงคะแนนเสียงวันเดือนมิถุนายนกันต่อไปว่า สหราชอาณาจักร จะเลือกอยู่กับเพื่อนสมาชิกอียูต่อไป หรือจะเลือกไปตามทางของตน แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น กระบวนการออกจากการเป็นสมาชิกคงทำไม่ได้ง่ายและต้องใช้ระยะเวลานาน

-----------------------

ดร.อาจารี ถาวรมาศ

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd