วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การศึกษาของชาติ

เรื่องการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนไทยดูเหมือนจะเป็นเรื่องลักปิดลักเปิดที่หาข้อยุติไม่ได้ นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา

ในบางรัฐบาลดูเหมือนจะให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาพอประมาณ แต่การเมืองที่ลุ่มๆดอนๆก็มักจะนำมาซึ่งความไม่ต่อเนื่องในการปฏิรูปเช่นว่านี้ ถือเป็นเรื่องเศร้าและเป็นบาปเคราะห์ของเด็กและเยาวชนไทยจนเกือบจะถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ความคาดหวังของนักการศึกษาที่ต้องการเห็นการศึกษาของเด็กและเยาวชนมีความโชติช่วงชัชวาลในทุกครั้งที่มีรัฐบาลใหม่ ก็กลับมอดไหม้ไปกับความไม่จริงจังและการจากไปของรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่า

เมื่อไม่สามารถฝากความหวังกับรัฐบาลที่จะต้องพะวงกับการต่อสู้ทางการเมืองนับแต่วันแรกที่เข้ามาบริหารจนวันสุดท้ายที่จากไป พวกเราคนไทยก็คงจะต้องช่วยกันผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่ทุกรัฐบาลจะยอมรับและปฏิบัติตาม เพราะเป็นแผนระดับมหภาคที่มองการณ์ไกลและน่าจะมีอุปสรรคน้อยที่สุด

ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ไม่ได้กำหนดเรื่องของการศึกษาของชาติไว้มากนัก ที่ชัดเจนมากสุดคือมาตรา 50 ที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาภาคบังคับที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2542 กำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี เริ่มตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3ในขณะที่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องอย่างน้อย 12 ปี ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา ถึงมัธยมศึกษา

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ภาระค่าใช้จ่ายในการให้การศึกษากลับเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากกว่าระยะเวลาเรียนฟรี หรืออะไรต่อมิอะไรที่ประกาศว่าจะฟรี ประเด็นกลับจะเป็นว่าฟรีจริงหรือไม่ อะไรที่ฟรี อะไรที่ไม่ฟรี รวมถึงเรื่องของงบประมาณแผ่นดินที่ไม่ตกถึงเด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง ความเสียหายที่เปรียบเสมือนน้ำในท่อที่หายไปตามข้อต่อ ตั้งแต่ข้อต่อแรกถึงสุดท้าย ในที่สุดแล้วก็เกือบจะไม่มีน้ำเหลือสำหรับผู้ที่ต้องการใช้น้ำจริงๆที่อยู่ปลายท่อเลย

ถ้าเราต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ก็ควรกำหนดให้เรื่องการศึกษาเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่มีความสำคัญเหนือยุทธศาสตร์ทั้งหลาย (Super National Strategy) ถือเป็นยุทธศาสตร์เหนือยุทธศาสตร์ บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ และกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติถึงความสำคัญเช่นว่านั้น เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารบ้านเมืองก็ตาม และนั่นหมายถึงการกำหนดกลไกในการดำเนินการยกเครื่องการศึกษาของชาติให้เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง และสามารถทดสอบ ติดตามผล และประเมินผลได้จริง

ถ้าเรื่องการศึกษาจะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์ชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ขอเสนอว่า สิ่งที่ฝ่ายวางแผนจะต้องพิจารณาก็น่าจะมาจากสามเรื่องสำคัญเป็นอย่างน้อย นั่นคือ การยกระดับคุณภาพทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย การยกระดับในเรื่องการทดสอบประเมินผล และการยกระดับขีดความสามารถของเด็กมีความสามารถพิเศษ

การยกระดับคุณภาพของเด็กและเยาวชนไทย

เรื่องการยกระดับคุณภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตระหนักเป็นสิ่งแรก เพราะเป็นการตั้งต้นสร้างฐานที่มั่นคงให้กับการศึกษาของชาติ ตั้งแต่ระดับอนุบาลปฐมวัย การเรียนการสอนจะต้องมุ่งเน้นในการสร้างศักยภาพที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญคือเรื่องคณิตศาสตร์หรือการคิดคำนวณอย่างเป็นตรรกะ (Math) กับความสามารถในการอ่าน (Reading)ทั้งนี้เพราะว่าคณิตศาสตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของวิทยาศาสตร์ในทุกแขนง ถ้าพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์มีความแข็งแกร่งแล้ว ย่อมช่วยให้เด็กและเยาวชนมีความคิดอย่างเป็นตรรกะ และไม่ว่าจะเรียนในสาขาใด ความเป็นตรรกะก็จะอยู่เป็นรากฐานของการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างมีตรรกะและเป็นระบบนี้เป็นวิธีเดียวที่สามารถสื่อสารได้กับทุกชาติพันธ์ เพราะไม่มีลักษณะที่เป็นเงื่อนไขเฉพาะของชาติพันธ์ (Ethnocentric) ใดๆ ในขณะที่การอ่านจะทำให้เกิดความแตกฉาน เข้าใจความหมายและตีความได้ตรง ในอดีตการเขียนถือเป็นการสื่อสารที่มีความสำคัญไม่น้อย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน อุปกรณ์ที่ช่วยเขียนแทนลายมือได้ถูกพัฒนาไปอย่างก้าวไกลจนแทบจะไม่ต้องเขียนด้วยมือ ทุกอย่างสามารถเขียนและสั่งการตามความต้องการได้ด้วยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การสร้างสรรค์งานเขียนไม่ได้อยู่ที่การลงมือเขียน แต่อยู่ที่การใช้ภาษาเป็นสื่อจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบทั้งหลายที่ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แต่การอ่านยังเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องอ่านให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คณิตศาสตร์และการอ่าน เป็นหัวใจของการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างแท้จริง วิชาอื่นๆ นั้น เมื่อเด็กและเยาวชนสามารถใช้ตรรกะทางคณิตศาสตร์ บวกกับความสามารถในการอ่านที่มีประสิทธิภาพแล้ว ก็น่าจะทำความเข้าใจในสาขาวิชาอื่นได้ไม่ยากนัก

ประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช (George W. Bush) ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2008 ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กในโรงเรียนทางด้านคณิตศาสตร์และการอ่านอย่างมาก จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ ที่ถือเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่งของประธานาธิบดีบุช รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีบุชได้มีการออกกฎหมายที่สำคัญฉบับหนึ่งชื่อว่า No Child Left Behind Act หรือ พระราชบัญญัติที่ว่าด้วยเด็กทุกคนต้องไม่ถูกทอดทิ้งให้ไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งเน้นย้ำว่าทุกโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับการการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และการอ่าน ให้มีการทดสอบระดับประเทศของเด็กที่เรียนในระดับชั้นต่างๆ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบศักยภาพของสถานศึกษาทั้งหมด การรายงานความก้าวหน้าที่เรียกว่า Adequate Yearly Progress หรือ AYP เป็นสิ่งที่สถานศึกษาต้องทำ และถ้าผลออกมาว่าสถานศึกษามิได้ดำเนินการอย่างจริงจังใน AYP ก็จะต้องถูกประเมินตั้งแต่ระดับปรับปรุงถึงระดับลงโทษตัดลดงบประมาณโรงเรียน ซึ่งจะมีผลกระทบถึงครูอาจารย์และบุคลากรในสถานศึกษาทั้งหมด ในระดับที่มีปัญหามากและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสถานศึกษานั้นเอง รัฐจะส่งบุคลากรจากส่วนกลางเข้าไปควบคุมโดยตรงมากขึ้น และถ้าเลวร้ายถึงที่สุดคือปิดโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และการอ่านที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ในขณะเดียวกันสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จใน AYP รัฐจะเข้าสนับสนุนเป็นการพิเศษ ไม่ว่าในเรื่องงบประมาณและค่าตอบแทน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้บุคลากรของสถานศึกษานั้นๆทำดียิ่งขึ้น

การยกระดับเรื่องการทดสอบประเมินผล

การยกระดับการทดสอบประเมินผลถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการยกระดับการศึกษาของชาติเช่นกัน ทั้งนี้ความสำเร็จของการศึกษาต้องสามารถวัดผลที่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับทั้งประเทศ หรือแม้แต่ระหว่างประเทศได้ หน่วยงานวัดผลของรัฐจะต้องเป็นผู้กำหนดว่าอย่างไรถือเป็นความก้าวหน้าใน AYP และจะต้องมีการแจ้งให้สถานศึกษาทราบ (Feedback) เพื่อให้ทำการปรับปรุงแก้ไข

หน่วยงานวัดผลของรัฐจะต้องกำหนดเป้าหมาย คะแนนของเด็กนักเรียนจะต้องถูกจัดวางเป็นกลุ่มย่อยให้เห็นชัดเจนว่าความแตกต่างของพื้นที่ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่น เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส เด็กมีความสามารถพิเศษ ทำให้ AYP มีความแตกต่างกันอย่างไร และสถานศึกษา เมื่อไม่สามารถยกระดับให้ถึงเกณฑ์ได้ก็อาจจะถูกสภาพบังคับ (Sanction) บางอย่างเพื่อให้ใช้ความพยายามมากขึ้น การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยสามารถทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นโรงเรียนวิทยาศาสตร์อาทิโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนจุฬาภรณ์ โรงเรียนเตรียมอุดม โรงเรียนสวนกุหลาบ ถ้าถูกจัดอยู่ในกลุ่มย่อยเดียวกันในเรื่องของคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์แล้ว ก็ต้องสร้างเกณฑ์ที่สูงกว่าโรงเรียนอื่นๆทั่วไป ซึ่งจะมีผลต่อเรื่องงบประมาณและค่าตอบแทนที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษานั้นๆ

การประเมินผลอาจจะเป็นยาขมหม้อใหญ่สำหรับครูอาจารย์ที่ถูกบีบให้พัฒนาผลสัมฤทธิ์จาก AYP อาจจะเหนื่อยกับความพยายามที่เพิ่มจากการสอนโดยทั่วไป แต่จะเป็นการประกาศให้ทราบถึงความสำเร็จเมื่อเปรียบเทียบกับสถานศึกษาอื่น และนอกเหนือจากค่าตอบแทนพิเศษจากความสำเร็จเช่นว่านั้นแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างชื่อเสียง เกียรติยศ และความภาคภูมิใจ ทำให้มีกำลังใจที่จะเพิ่มศักยภาพให้สูงกว่า AYP ยิ่งๆขึ้นไป

ในเรื่องการประเมินนี้ รัฐต้องเข้าไปผลักดัน ยืนยันความถูกต้องในสิ่งที่สถานศึกษาดำเนินการ (Affirmative Action) การรับรองยืนยันความถูกต้องเช่นว่านี้จะทำให้ชนกลุ่มน้อยและผู้ด้อยโอกาส (The Disadvantages) ได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อยกระดับให้ถึงเกณฑ์ AYPเรื่อง Affirmation Action นี้ ในทางการเมืองหมายถึงการยืนยันรับรองความถูกต้องโดยรัฐ ที่จะให้หลักประกันว่าคนกลุ่มน้อยจะไม่ถูกกีดกันเพราะเหตุที่เป็นคนกลุ่มน้อย ไม่ว่าจะด้วยเชื้อสาย ชาติพันธ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ รัฐจะต้องให้หลักประกันด้วยการสร้างกระบวนการ Affirmation Action ให้มีความชัดเจน และบังคับใช้อย่างจริงจัง รัฐจะต้องเข้าไปอุดช่องว่าง (Gap) ดังกล่าว และยืนยันอย่างมุ่งมั่นที่จะให้โอกาสกับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ในประเทศไทย แม้โดยภาพรวมแล้วจะไม่ถือว่ามีความหลากหลายในเรื่องต่างๆมากนักแต่ก็มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ เด็กไทยอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนไม่น้อยไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาเท่าเด็กในภาคอื่น ซึ่งจากการสำรวจและศึกษาร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) และ UNICEF ได้สรุปผลที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่าเด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ตกหล่นหรือออกกลางคันในระดับประถมศึกษามีจำนวนถึง 36,458 ราย ในระดับมัธยมต้นมีจำนวนถึง 52,001 ราย และในระดับมัธยมปลายมีถึง 22,422 ราย เมื่อพิจารณาจากตัวเลขแล้วจะเห็นว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย Affirmative Action จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องยื่นมือเข้าไปผลักดันให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบก็ตาม

การยกระดับขีดความสามารถของเด็กมีความสามารถพิเศษ

การผลักดันให้เด็กไทยระดับแนวหน้าขึ้นสู่ความสุดยอด เป็นการต่อยอดกลุ่มเด็กไทยที่มีความสามารถระดับสุดยอด (Cream of the Crop) ให้ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเต็มตามศักยภาพ

ประเทศมาเลเซีย ในสมัยของนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ (Mahatir) ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ลงทุนจำนวนมหาศาล ใช้งบประมาณของประเทศที่ได้จากการค้นพบน้ำมันในซาราวัค ส่งนักเรียนเก่งมาเลเซียในระดับ 10% หรือ 25% แรกของโรงเรียนให้ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่างประเทศ ทำให้เห็นผลของการลงทุนเช่นว่านั้นอย่างทันตา ทำให้มาเลเซียเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน การลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่สามารถหวังผลตอบแทนในระยะอันสั้นได้ แต่รัฐบาลมาเลเซียได้ถือเป็นนโยบายหลักที่จะให้นักเรียนจากทุกโรงเรียนมีโอกาสที่เท่าเทียมกันว่า ถ้าผลการเรียนอยู่ในระดับ 10% หรือ 25% แรกของโรงเรียนแล้วจะได้รับทุนไปศึกษาสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่เด็กมีความสนใจ เมื่อได้รับการตอบรับจากสถาบันในสาขาวิชาที่ตนมีความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาประเทศใดก็ตาม ในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปีที่ผ่านมา เด็กและเยาวชนมาเลเซียเหล่านี้ได้กลับมาสร้างความก้าวหน้าให้กับมาเลเซียอย่างมาก จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาได้รวดเร็วมากประเทศหนึ่ง รายได้ประชากร (Gross National Product หรือ GNP) มากกว่าของไทยเกือบเท่าตัว แม้ว่าเพิ่งจะได้รับเอกราชมาเมื่อไม่นานนี้เอง ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพราะวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่เล็งเห็นการส่งเสริมเด็กเก่งให้มีโอกาสมากที่สุดเท่าที่เด็กจะมีศักยภาพที่จะทำได้

ประเทศไทย แม้จะไม่มีทรัพยากรน้ำมันที่ขุดหาและขายได้ราคาแพง นำเงินเข้าประเทศได้มาก แต่ก็ไม่จัดว่าไม่มีศักยภาพ ประเทศไทยยังสามารถจัดสรรงบประมาณให้กับการศึกษาประเภทส่งเสริมสนับสนุนต่อยอดเด็กและเยาวชนคนเก่งประเภท Cream of the Crop ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้และทั้งนั้น รัฐบาลที่สนับสนุนเรื่องนี้ไม่ควรนำเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนมาเป็นประเด็นทางการเมืองและผูกพันกับเรื่องที่อาจจะเป็นปัญหาดังเช่นในอดีตที่ใช้เงินกำไรจากการขายหวยบนดิน ซึ่งเมื่อเป็นเรื่องการเมืองเมื่อใด ความไม่แน่นอนย่อมเกิดขึ้นทันที เงินงบประมาณด้านการศึกษาควรเป็นเงินบริสุทธิ์ เป็นเงินที่แน่นอนจากการเสียภาษีของประชาชน และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เด็กและเยาวชนที่ได้รับการศึกษาต่อยอดจะสามารถศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง และประสบความสำเร็จกลับมาช่วยสร้างบ้านเมืองให้พัฒนารุดหน้าต่อไป

ยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ผูกพันกับนโยบายของพรรคการเมืองสำหรับประเทศไทยแล้วมีความไม่แน่นอนสูง แต่ถ้าเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ผูกไว้กับรัฐธรรมูญโดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรองรับ ย่อมจะมีความต่อเนื่องมากกว่า การศึกษาเป็นเรื่องการลงทุนระยะยาว เป็นการลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถในการแข่งขัน จึงขอฝากแนวคิดนี้สำหรับรัฐบาลที่กำลังปฏิรูปการศึกษาของชาติและดำเนินการสร้างยุทธศาสตร์ชาติบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญในระยะยี่สิบปีข้างหน้า ได้นำไปปรับใช้กับการศึกษาของชาติด้วย