วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

น้ำมันตก ฉุดค่าไฟได้?

มีการตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันดิบลดลงมาก แต่ค่าไฟฟ้าทำไมไม่ค่อยจะลด? ราคาน้ำมันกับค่าไฟฟ้าในบ้านเรา

มีความเกี่ยวพันกันจริง แต่ไม่ใช่ 100 ต่อ 100 อีกทั้งไม่สามารถบอกได้ล่วงหน้าจะเป็นเท่าไรต่อร้อย เพราะพลังงานเป็นเรื่องซับซ้อน ...แต่ต้องสามารถอธิบายได้!

ก่อนอื่นราคาน้ำมันที่พูดถึงกันมากที่สุดคือ น้ำมันดิบ แต่ราคาตลาดน้ำมันที่มีผลต่อค่าไฟฟ้า “ในระดับหนึ่ง” คือน้ำมันเตา

ในอดีตวิธีหลักๆ ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย คือ ใช้น้ำจากเขื่อน ถ่านหินลิกไนต์ที่แม่เมาะ และน้ำมันเตาในโรงไฟฟ้าอื่นๆ ต่อมาเมื่อมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2516 รัฐบาลได้ตัดสินใจให้ลงทุนมหาศาลในการสร้างท่อเพื่อน้ำก๊าซขึ้นมาใช้ประโยชน์บนชายฝั่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาโครงการนั้นได้มีการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นใจให้สามารถลงทุนได้

จึงมีการสร้างท่อก๊าซในทะเลยาวที่สุดในโลกขณะนั้นและประเทศไทยก็หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากขึ้นๆ ในปี 2558 เป็นสัดส่วนสูงถึง 68% (แต่ไม่ใช่ 100%) ทั้งนี้โครงสร้างต้นทุนโรงไฟฟ้าก๊าซมีสัดส่วนต้นทุนผันแปร (มีเชื้อเพลิงเป็นตัวสำคัญ) สูงกว่าต้นทุนคงที่ (ไม่ใช่ 100%)

เหตุหนึ่งที่ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญ ก็เพราะมีต้นทุนที่จูงใจ เนื่องจากโรงไฟฟ้าเลือกได้ว่าจะใช้น้ำมันเตาหรือก๊าซธรรมชาติ จึงมีการตกลงราคาก๊าซธรรมชาติโดยราคาตั้งต้นในสัญญาแรกตกประมาณ 70% ของราคาน้ำมันเตาในขณะนั้น และมีสูตรที่จะปรับราคา โดยอิงกับราคาน้ำมันเตาเพียงบางส่วนเฉลี่ย 30% - 40% (ไม่ใช่ 100%) มีการทอดเวลา (time lag) 6-18 เดือน แล้วแต่สัญญา ที่เหลือเป็นดัชนีค่าครองชีพและค่าลงทุน

จะเห็นว่าราคาก๊าซธรรมชาติมีเสถียรภาพมากกว่าน้ำมันเตา เมื่อราคาน้ำมันเตาพุ่งสูง ราคาก๊าซธรรมชาติก็จะไม่ขึ้นเท่า ทำนองเดียวกันเมื่อราคาน้ำมันเตาตกต่ำ ราคาก๊าซธรรมชาติก็จะไม่ได้ลดเท่า การทอดเวลาช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเตรียมปรับตัวได้โดยเฉพาะขาขึ้นแต่ก็ช้ากว่าขาลง ด้วยราคาก๊าซที่จุดเริ่มต้นถูกกว่าน้ำมันเตานั้นในอดีตยาวนานที่ผ่านมาก็ยิ่งถูกกว่ามาก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น แต่ช่วงปัจจุบันกลับกันเพราะราคาน้ำมันตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงเกินไป ทำให้ขาดความมั่นคงที่มาความหลากหลายของเชื้อเพลิง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนหลายพื้นที่มีความหวาดกลัวเชื้อเพลิงอื่นๆ

ตามที่อธิบายในบทความ “Ft คือผู้ร้ายใช่หรือ?” เมื่อสัปดาห์ก่อน ค่าไฟฟ้าแบ่งเป็นไฟฟ้าฐาน (ซึ่งปรับทุก 3-5 ปี) กับ ค่า Ft ซึ่งเป็นความผันแปรจากค่าไฟฟ้าฐาน (ปรับทุกงวด 4 เดือน) เวลาคำนวณค่าไฟฐานจะมีการตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันเตา ดังนั้น เมื่อราคาในแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนไปก็จะมาสะท้อนใน Ft ของงวดนั้นๆ ตามเงื่อนไขข้างต้น

เนื่องจากราคาน้ำมันจะอ้างอิงราคาตลาดที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะนำเข้าหรือผลิตในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นตัวแปรที่เกี่ยวเนื่องเมื่อมีการคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อ Ft ด้วย

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือที่เรียกกันว่า Regulator ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลค่าไฟฟ้าได้ประมวลเหตุผลหลักๆ ของการเปลี่ยนค่า Ft ในช่วงปี 2558 ดังนี้

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกตั้งแต่กลางปี 2557 ถึงปลายปี 2558 ลดลง 61% แต่เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงมา 10% ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งลดตามราคาน้ำมันเตาเพียง 30-40% เมื่อคิดเป็นเงินบาทจึงลดลงได้เพียง 19% ทำให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับลดลงได้ 32.96 สตางค์ต่อหน่วยแต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ได้แก่

(ก) 1.12 สตางค์/หน่วย จากค่าเงินบาทที่อ่อนลงทำให้ราคาถ่านหินนำเข้าและราคาซื้อไฟฟ้าจากลาวและมาเลเซียสูงขึ้น

(ข) 1.92 สตางค์/หน่วย จากการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ทำให้ความสูญเสียพลังงานในการส่งไฟฟ้าสูงขึ้น ประกอบกับภัยแล้งทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนซึ่งเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดลดลง และการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าที่ใช้ลิกไนต์และถ่านหินนำเข้าซึ่งมีต้นทุนถูกลดลงเช่นกัน

(ค) 7.30 สตางค์/หน่วย จากการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ และลม

รวมแล้วค่า Ft จึงลดลงเพียง 22.62 สตางค์/หน่วย ทั้งนี้ มีการปรับ (re-set) ค่าไฟฟ้าฐานในเดือนพฤศจิกายน 2558

ฟังดูแล้วซับซ้อนจริง แม้มีคำอธิบายประกอบการปรับ Ft ทุกงวดดูเหมือนละเอียดแต่ไม่เน้น cost drivers จึงไม่สามารถสยบกระแสที่ว่าค่าไฟฟ้าไม่ลดเท่าที่ควร หลายสิ่งยังไม่มีคำตอบ เช่น ผลกระทบแต่ละอย่างที่ไม่คล้ายกันคือเท่าไร? ทำไมการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นไม่สามารถบริหารเพื่อมิให้อัตราการสูญเสียสูงขึ้นได้หรือ? พลังงานหมุนเวียนส่วนไหนเพิ่มต้นทุนจากค่าไฟฐานอย่างไร? ที่ กฟผ.บริหารการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดด้วย merit order อย่างแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร?

ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ กกพ.จะเปิดเผยข้อมูลให้มากขึ้น ให้สมกับค่านิยมองค์กรที่ประกาศไว้ว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้

ตัวอย่างเช่น หากเทียบกับกิจการปิโตรเลียมที่มีการเปิดเผยราคาก๊าซปากหลุมแต่ละแหล่ง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ กกพ.จะให้มีการเปิดเผยต้นทุนโรงไฟฟ้าต่างๆ ?

ถ้าโปร่งใสระดับนี้ได้ ย่อมจะสร้างความเข้าใจและความมั่นใจได้ว่า ทำไมราคาน้ำมันตกมากแล้ว จึงฉุดค่าไฟฟ้าลงได้เพียงเท่าที่ปรากฏบนบิลค่าไฟฟ้าแต่ละบ้าน

 -----------------------

อานิก อัมระนันทน์