ช่วงนี้ผมเดินทางไปพม่าบ่อย ส่วนใหญ่จะไปร่วมพูดในการสัมมนาต่างๆ ตามที่มีการเชิญ ซึ่งช่วงหลังจะพูดเรื่องธรรมาภิบาล
การกำกับดูแลกิจการของบริษัท และการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันมาก เพราะเป็นประเด็นที่กำลังมีการขับเคลื่อนในภาคธุรกิจพม่า ล่าสุดทางสถาบันกรรมการบริษัทไทยหรือไอโอดี ได้รับเชิญจากหน่วยงาน UK - Myanmar Financial Services Task Force ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานกำกับดูแลของพม่า คือ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงสภาอุตสาหกรรมและการค้าพม่า และสถานฑูตอังกฤษในพม่า ให้ไปจัดหลักสูตรอบรมกรรมการเป็นครั้งแรกในพม่า เพื่อเตรียมพัฒนาผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการบริษัทในภาคเอกชนพม่า โดยเฉพาะบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นครย่างกุ้ง ที่จะมีการเริ่มเปิดดำเนินการในปีนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ทางการพม่า และภาคธุรกิจเอกชนมีต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือธรรมาภิบาลซึ่งเป็นประเด็นที่จะเขียนวันนี้
การเติบโตของภาคธุรกิจพม่า เพิ่งจะกลับมาเกิดขึ้นจริงจังอีกครั้งก็เพียงสี่ปีที่ผ่านมา หลังการปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2012 จากเดิมที่ประเทศพม่ามีอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา คือ อัตราทางการ และอัตราที่ตลาดค้าขายจริง (หรืออัตราตลาดมืด) ที่แตกต่างกันมากเป็นเกือบร้อยเท่า ซึ่งสร้างความบิดเบือนอย่างมากในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีใครอยากค้าขายและลงทุน เพราะเงินตราต่างประเทศหายาก และผู้ที่มีเงินตราต่างประเทศ ก็ไม่มีใครอยากนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ เพราะต้องขายให้ทางการในอัตราทางการที่ถูก แต่ต้องซื้อในราคาตลาด (มืด) ที่แพง
ดังนั้น เมื่อมีการปฏิรูปให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยน กลายมาเป็นระบบที่มีอัตราแลกเปลี่ยนอัตราเดียว คือ อัตราทางการกับอัตราตลาดใกล้เคียงกัน ความบิดเบือนต่างๆ ก็หายไป นักธุรกิจสามารถคำนวณต้นทุนต่างๆ ได้ถูกต้องขึ้น เงินตราต่างประเทศที่หาได้จากการส่งออกก็ถูกนำมาขายในตลาดการเงินตามราคาตลาด ทำให้ปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศลดลง สร้างความมั่นใจ และนำมาสู่การเติบโตของการค้าขาย ผลที่ตามมาก็คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของภาคธุรกิจพม่าทั้งในการค้าและการลงทุน สนับสนุนโดยการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจพม่าเติบโตสูงมากเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7 ช่วงสามปีที่ผ่านมา
แต่ภายใต้การเติบโตนี้ บริษัทธุรกิจพม่าส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจที่โตมาจากระบบคุ้มครอง ไม่ได้โตจากระบบการแข่งขัน แต่โตจากการพึ่งเส้นสายและการอุปถัมภ์ โดยเฉพาะจากระบบการเมืองเดิม เพราะช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมาบริษัทธุรกิจพม่าล้วนโตขึ้นมาในบรรยากาศการเมือง ที่ควบคุมโดยทหารที่มีบทบาทสูงในระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจก็เป็นเศรษฐกิจปิด ไม่มีการติดต่อกับต่างประเทศ และอยู่ในการควบคุมเข้มแข็งของภาคทางการ ทั้งหมดนี้ทำให้ระบบตลาดไม่มีการพัฒนา กลไกราคาไม่ได้เป็นเครื่องมือจัดสรรทรัพยากรเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น ผลก็คือธุรกิจทำงานอยู่ภายใต้ระบบการคุ้มครอง ระบบการให้ใบอนุญาต บางครั้งอยู่ในที่มืดไม่มีความโปร่งใส บริษัทธุรกิจจึงไม่ได้รับความไว้วางใจ จากนักลงทุนหรือบุคคลภายนอก ทำให้ภาคธุรกิจพม่าไม่สามารถพัฒนาได้อย่างที่ควรจะเป็น เรื่องนี้บริษัทธุรกิจเอกชนพม่าตระหนักดีว่าคือจุดอ่อน และจะเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตต่อไป ในระบบการตลาดที่จะมีการแข่งขันมากขึ้นถ้าไม่มีการแก้ไข ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัว ต้องปรับปรุงวิธีการทำธุรกิจ หันมาทำธุรกิจอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรงไปตรงมามากขึ้น
ด้วยเหตุผลนี้ ความโปร่งใสจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาและการเติบโตของภาคธุรกิจพม่าในระยะต่อไป และจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการพัฒนาภาคธุรกิจในพม่า ซึ่งถ้าทำได้ก็จะช่วยภาคเอกชนพม่าให้สามารถได้ประโยชน์จากเงินทุนต่างประเทศที่พร้อมจะเข้ามาอุ้มชูและสนับสนุน รัฐบาลพม่าเองก็ตระหนักเรื่องนี้เป็นอย่างดี และพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสในการทำธุรกิจ และมีหลายมาตรการที่ได้นำไปใช้แล้ว และกำลังจะนำออกมาใช้ซึ่งน่าสนใจมาก เช่น
หนึ่ง กรมสรรพากรของพม่าเปิดเผยเป็นข้อมูลสาธารณะ นิติบุคคล และบุคคลธรรมดาในพม่า 1,000 อันดับแรกที่มียอดชำระภาษีประจำปีสูงสุด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างความโปร่งใสให้เป็นที่ทราบทั่วกันว่า ใครบ้างเสียภาษี และบริษัทไหน นักธุรกิจคนไหนเสียภาษีและทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ผลสำคัญอันหนึ่งที่เกิดจากมาตรการนี้ก็คือ การแข่งขันระหว่างบริษัทธุรกิจที่ต้องการแสดงว่าเป็นพลเมืองดีที่เสียภาษีถูกต้องทำให้บริษัทธุรกิจกลับมาเข้าในระบบและให้ความสำคัญกับการเสียภาษีอย่างถูกต้อง เพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทธุรกิจอื่นๆ ในการติดต่อค้าขายกับบริษัทเหล่านี้
สอง กำลังมีความพยายามที่จะให้มีการระบุในกฎหมายบริษัทธุรกิจพม่า (Myanmar Companies Act) ฉบับใหม่ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทพม่าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับตัวธุรกิจเอง และประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท เช่น การเปิดเผยเจ้าของ การถือหุ้น รวมถึงประเด็นความเสี่ยงต่างๆ ทั้งความเสี่ยงทางด้านการเงิน และที่ไม่เกี่ยวกับตัวเลขการเงินของบริษัท
สาม มีข้อกำหนดเป็นเกณฑ์ให้บริษัทจดทะเบียนที่จะเริ่มดำเนินการในพม่า ให้มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นตามมาตรฐานที่เป็นสากล เช่น ฐานะการเงิน รายงานของผู้ตรวจสอบบัญชี รายงานทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้แม้จะดูไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับบริษัทธุรกิจในประเทศไทย แต่การเปิดเผยดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญสำหรับบริษัทธุรกิจในพม่า ที่เดิมการดำเนินการส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเป็นระบบ ไม่มีความโปร่งใสหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเพียงพอ
สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า ภาคธุรกิจพม่ากำลังเดินมาถูกทาง ผ่านการสนับสนุนโดยมาตรการของภาครัฐที่จะใช้ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเป็นปัจจัยที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจในประเทศพม่า เพื่อให้ภาคธุรกิจพม่าสามารถได้ประโยชน์จากการระดมเงินทุนจากภายนอก ทำให้การเติบโตของภาคธุรกิจพม่าเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง นำไปสู่การเติบโตของระบบตลาดและการแข่งขันที่จะช่วย “ปิดเกม” ไม่ให้การทำธุรกิจในพม่ากลับไปพึ่งพาระบบเส้นสายหรือระบบจัดตั้งอีก ซึ่งระบบเดิมเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า นอกจากนี้ถ้าระบบธุรกิจในพม่าเปิด มีการแข่งขันในระบบตลาดเป็นตัวนำ การใช้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจในการทำธุรกิจก็จะลดลง ซึ่งก็จะดีต่อการพัฒนาการเมืองในประเทศพม่า
ในลักษณะนี้ การเปิดหลักสูตรอบรมกรรมการบริษัทที่สถาบันไอโอดีได้ไปร่วมจึงสำคัญต่อการพัฒนาภาคธุรกิจในพม่า เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมาภิบาล และความโปร่งใสทั้งในภาคธุรกิจและในตลาดทุน โดยเฉพาะช่วงนี้ซึ่งกำลังเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ จากที่จะมีคณะรัฐบาลชุดใหม่จากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศ เป็นรัฐบาลพลเรือน ซึ่งทั้งประชาชนและภาคเอกชนพม่าก็ต้องการให้การเปลี่ยนผ่านนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อปิดโอกาสไม่ให้ประเทศพม่ากลับไปสู่ระบบการเมืองและระบบธุรกิจแบบเดิม ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดขึ้นจริงจังและประสบความสำเร็จ









