วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไตรมาสแรก 2559 และแนวโน้ม

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก จากปีใหม่ก็เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของไตรแรกแล้ว และในสัปดาห์นี้(วันที่ 23 มีนาคม)

ก็จะมีการประชุมครั้งที่ 2 ในปีนี้ ของคณะกรรมการการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ 1.50% เพราะยังไม่มีเครื่องชี้ที่แสดงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่พอจะสร้างความมั่นใจให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง

ก่อนหน้านี้ธนาคารกลางของญี่ปุ่นก็คงอัตราดอกเบี้ยไว้ ธนาคารกลางของประชาคมยุโรปก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงลง ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย ด้วยการขยายวงเงินที่จะซื้อพันธบัตรจากเดือนละ 65,000 ยูโร เป็น 80,000 ยูโร เฟดหรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ก็คงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ และยังประกาศว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงขึ้น 2 ครั้งในปีนี้ จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะปรับขึ้น 4 ครั้ง ซึ่งการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกสองครั้งของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สัญญาณอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางหลักๆ ของโลกกำหนด สะท้อนว่า เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกยังไม่ขยายตัวได้ตามคาดการณ์ที่ตั้งไว้ จึงต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำหรือนโยบายดอกเบี้ยติดลบในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

สวนทางกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ยก็คือราคาน้ำมันดิบ ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จากที่ตกลงไปต่ำกว่าระดับ 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ที่ในปัจจุบันราคาน้ำมัน Nymex ของสหรัฐอเมริกา ขึ้นมายืนอยู่เหนือ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ และมีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้อีก และคาดการณ์กันว่าน่าจะไปถึง 50 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

การปรับเพิ่มขึ้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกนั้น ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ แต่เป็นการลดลงของอุปทาน ซึ่งผลจากการที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำกว่า 30 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้การผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกา (ที่มีต้นทุน 35-40 ดอลลาร์/บาร์เรล) ชะลอตัวลงยังผลให้สต็อกน้ำมันของสหรัฐอเมริกาลดลง ทั้งนี้ ระดับการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐอเมริกาลดลงวันละประมาณ 200,000 บาร์เรล จากระดับในช่วงเดือนมกราคม นอกจากนี้ ได้มีความพยายามในการเจรจากันกำหนดเพดานการผลิตระหว่างรัสเซียและประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่จะไม่ให้สูงเกินกว่าระดับการผลิตในเดือนมกราคม การเจรจาของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ดังกล่าว เพื่อต้องการพยุงราคาน้ำมันดิบไม่ให้ตกดิ่งลงไปกว่าที่เกิดขึ้นในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาลยังคงเดินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่องอีกหลายประการ โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่เพิ่มยอดการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้นอีก 40,000 ล้านบาท และการท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (ไทย พม่า เขมร ลาว และเวียดนาม) ขึ้นอีก 10,000 ล้านบาท ในขณะที่การขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟรางคู่ หรือขนส่งมวลชนต่างๆ ยังจะไม่มีความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม ที่จะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน มีเพียงข่าวดีที่แว่วมาว่า ตัวเลขการส่งออกของเดือนกุมภาพันธ์ที่จะประกาศในวันศุกร์ 25 มี.ค.นี้ จะเริ่มพลิกฟื้นมาขยายตัวเป็นบวกได้ หลังการติดลบมานานนับปี ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า จะขยายตัวเป็นบวกได้ต่อเนื่องหรือไม่

ที่น่าจับตาก็คือ การประชุมของรัฐสภาจีน ที่มีการประกาศทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 สำหรับช่วงปี ค.ศ.2016-2020) ที่สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

(1) เป้าหมายอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า ให้ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 6.5 ต่อปี(จากระดับร้อยละ 7.0 ต่อปี ของแผนฯ ฉบับที่ 12) และจากที่เคยขยายตัวในอัตราเลขสองหลักมานับสองทศวรรษ 11 ทั้งนี้ เป็นเพราะเริ่มมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะข้อจำกัดทางด้านประชากร ที่สัดส่วนประประชากรในวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) เริ่มลดลง และขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ จึงทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน จนมีการกำหนดเป้าหมายว่าภายในปี 2020 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนฯ ร้อยละ 60 ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะมีการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

(2) การสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของการเติบโตที่จะเคยมุ่งเน้นการส่งออกสินค้าที่ใช้แรงงานมากและราคาถูก มาเน้นการเพิ่มคุณภาพของสินค้า และเน้นการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศมากขึ้น และจะเน้นการผลิตที่มาจากนวัตกรรมใหม่ๆ ภายในประเทศ

(3) การเพิ่มศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการผลิตอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการขยายการลงทุนจากต่างประเทศ รวมไปถึงการพัฒนาตลาดการเงินที่จะมีการเปิดเสรี และยกระดับมาตรฐานในการกำกับดูแล

(4) ในทางด้านสังคมและประชากร จะเลิกนโยบายลูกคนเดียว (one child policy) ที่บิดเบือนโครงสร้างประชากร จนทำให้สัดส่วนของประชากรในวัยแรงงานลดลง

(5) ทางด้านสิ่งแวดล้อม จะมีเพิ่มการควบคุมมลภาวะ ทางด้านอากาศ ทางน้ำและทางบก โดยจะเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม