อย่าเพิ่งตกใจกับหัวเรื่องบทความในสัปดาห์นี้นะครับ ไม่ได้เจาะจงจะหมายถึงท่านใดหรือตัวเองนะครับ
แต่อยากจะเขียนถึงปรากฎการณ์ (หรือวิกฤตการณ์) หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยเรื่องของสังคมผู้สูงวัยนั้นเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงได้อ่านได้ฟังกันมามากพอสมควรแล้ว แต่ทราบหรือไม่ครับว่าประเทศไทยนั้นนอกเหนือจากกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว เรายังกำลังก้าวเข้าสู่สังคม“คนอ้วน” ด้วย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวนะครับ เป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเหมือนเช่นเรื่องของสังคมผู้สูงวัย
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้กำหนดความอ้วนไว้สองระดับนะครับระดับแรกคือน้ำหนักเกิน (overweight) ส่วนอีกระดับคืออ้วน (obese) ซึ่งทั้งสองระดับก็ใช้ BMI (body mass index) เป็นตัวคำนวณ ซึ่งปัจจุบันหนึ่งในสามของคนทั่วโลกเป็นพวกน้ำหนักเกินส่วนมากกว่า 600 ล้านคนเป็นโรคอ้วนซึ่งในอดีตเรามักจะคิดว่าเป็นกันเยอะในสังคมตะวันตกที่นิยมกินนมเนย แต่ปัจจุบันความอ้วนได้ลามเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนากันเยอะแล้วครับ จนมีนักวิชาการกล่าวไว้เลยว่าโรคอ้วนเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
สำหรับเรื่องอ้วนนั้นประเทศไทยไม่น้อยหน้าชาวบ้านเขานะครับ จากข้อมูลของ WHO ในปี 2011 ในภูมิภาคอาเซียนคนไทยอ้วนมากที่สุดเป็นอันดับสองแล้วนะครับนั้นคือ 32.2% ของคนไทยเป็นโรคอ้วน ส่วนอันดับหนึ่งนั้นคือมาเลเซียที่ 44.2% และไม่รู้จะเป็นความภูมิใจหรือเปล่านะครับว่าเราสามารถเอาชนะสิงคโปร์มาได้โดยสิงคโปร์มีคนอ้วนมากเป็นอันดับสามที่ 30.2%
ความน่ากลัวที่เรากำลังเผชิญนั้นคือโรคอ้วนนั้นไม่ได้เกิดเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้นนะครับ แต่เด็กๆ ลูกหลานของเราก็เริ่มเป็นกันมากขึ้นเด็กก่อนวัยเรียนเป็นโรคอ้วนถึง 36% ขณะที่เด็กวัยเรียนเป็นที่ 15% (น่าจะลดลงเนื่องจากเข้าโรงเรียนและมีกิจกรรมมากขึ้น) แต่พอเริ่มทำงาน (อายุ 20 - 29) ชายหนุ่มไทยเป็นโรคอ้วนอยู่ที่ 36% ส่วนสาวไทยแซงหน้าขึ้นไปอยู่ที่ 47% เลยครับ
สาเหตุจริงๆ ของการเป็นโรคอ้วนก็หนีไม่พ้นอยู่แค่สองเรื่องสำคัญครับ นั้นคือการบริโภคกับการออกกำลังกายแต่สาเหตุที่อยู่เบื้องหลังสาเหตุหลักทั้งสองประการนั้นของประเทศไทย ก็เริ่มคล้ายกับประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายนะครับ เช่นภาวะ urbanization ที่คนเข้ามาอยู่ในเมืองใหญ่มากขึ้นการทำงานการเดินทางทำให้ไม่มีเวลาทำอาหารต้องหันมาพึ่งอาหารกล่องอาหารตามร้านอาหารหรือพวกอาหารที่เรียกว่า processed food ทั้งหลายซึ่งล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบที่นำไปสู่ความอ้วนทั้งสิ้น
นอกจากนี้พัฒนาการของเทคโนโลยีก็มีส่วนครับมีงานวิจัยในอเมริกาที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเวลาที่ใช้อยู่หน้าจออุปกรณ์ทั้งหลายกับความอ้วนที่ยิ่งอยู่หน้าจอนานขึ้นโอกาสอ้วนก็มากขึ้น (สาเหตุก็ไม่มีอะไรนอกจากร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวและออกกำลังกาย)
สำหรับประเทศไทยยังมีอีกสาเหตุที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ครับนั้นคืออาหารไทยเนื่องจากคนไทยนิยมรสหวานเป็นหลัก ดังนั้นอาหารต่างๆ ที่ถ้าขายในต่างประเทศจะไม่หวานพอมาเมืองไทยก็ต้องเพิ่มน้ำตาลเข้าไป ท่านผู้อ่านลองชิมชาเขียวที่ญี่ปุ่นดูได้ครับ หรือลองสังเกตว่าพิซซ่าบ้านเราจะใส่ซอสมะเขือเทศเยอะกว่าในต่างประเทศครับ อีกทั้งอากาศเมืองไทยก็ไม่เหมาะกับการเดินแถมมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างและแท็กซี่มีอยู่ทั่วไปดังนั้นจากที่เคยเดินในระยะใกล้ๆ เราก็นั่งรถไปแทนครับ
เรื่องที่ดูอาจจะขำแต่ไม่น่าขำก็คือปัจจุบันธุรกิจก็เริ่มปรับตัวให้เข้ากับลูกค้าที่อ้วนมากขึ้นแล้วครับ สายการบิน Samoa ที่คนเขาจะอ้วนและตัวใหญ่เริ่มทดลองที่นั่งชั้น XL แล้วครับ ซึ่งจะใหญ่กว่าและกว้างกว่าที่นั่งทั่วไปเหมาะสำหรับคนอ้วน แต่ราคาก็แพงขึ้นด้วย นั้นคือยิ่งน้ำหนักมากขึ้นก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม
บริษัทรถยนต์บางแห่ง เช่น BMW เริ่มนำหุ่นของคนอ้วน (BMI เกิน 35) มาใช้ทดสอบในการชนแล้วครับ เนื่องจากผลกระทบของการชนต่อร่างกายคนอ้วนกับคนธรรมดาย่อมไม่เหมือนกันหรืออย่าง Porsche ก็เริ่มพัฒนาพวงมาลัยที่จะยกตัวขึ้นเมื่อรถหยุดเพื่อให้คนขับที่อ้วนสามารถลุกออกจากรถได้ง่ายขึ้นต่อไปเราคงจะเห็นธุรกิจจำนวนมากเริ่มปรับตัวให้เข้ากับลูกค้าที่อ้วนมากขึ้นครับ
กลับมาที่ประเทศไทยครับ สิ่งที่น่ากลัวคือเมื่อไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุมีผู้สูงวัยมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันเด็กเยาวชนรวมทั้งคนหนุ่มสาวก็กลับกลายเป็นโรคอ้วนกันมากขึ้น ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมอ้วนและสูงวัยไปเลยนะครับ






