วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากราชภักดิ์ ถึงรถหรูสมเด็จช่วง ยธ.-ดีเอสไอ กำลังทำอะไรอยู่

ผมไม่ได้เลือกข้างไหน ในสถานการณ์สถาปนา

สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่

แต่รู้สึกแปลกใจระคนข้องใจกับท่าทีของ “ดีเอสไอ” ในการตรวจสอบรถเบนซ์คลาสสิกในความครอบครองของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง วรปุญฺโญ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการส่งทีมไปนมัสการสมเด็จช่วง

ดีเอสไอถือเป็นหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งที่ทำงานเคียงคู่กับสื่ออย่างใกล้ชิด และหลายๆ ครั้งก็ “ใช้สื่อเป็น” อย่างกรณีสมเด็จช่วง มีการให้ข้อมูลกับสื่อก่อนเข้านมัสการว่า เป็นการ “สอบปากคำ”และ “ห้ามทนายเข้า” เนื่องจากเกรงว่าความลับในสำนวนจะรั่ว

เมื่อทนายของสมเด็จช่วงอ่านเกมออก ก็ตั้งแง่ไม่ให้ใช้คำว่า “สอบปากคำ” และไม่ให้สมเด็จช่วงตอบอะไร แต่ให้ฝ่ายดีเอสไอไปทำคำถามมาให้ชัดเจนก่อน

กระแสสังคม รวมถึงรัฐมนตรี ไพบูลย์ คุ้มฉายา ถึงกับออกมาตำหนิทนายของสมเด็จช่วงอย่างรุนแรง แถมท้ายโยงไปถึงการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชด้วย

แนวทางการทำงานของดีเอสไอถือว่าแปลกประหลาด เพราะสมเด็จช่วงยังไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาในคดี เมื่อดีเอสไอจะเข้านมัสการเพื่อขอข้อมูลในฐานะพยาน หรือฐานะอะไรก็ตามแต่ ทำไมจึงให้ทนายเข้าร่วมรับฟังไม่ได้

เพราะตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ รับรองสิทธิ์เอาไว้ ขนาดตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาแล้ว ยังมีสิทธิ์ให้ทนายหรือผู้ที่ตนเองไว้เนื้อเชื่อใจเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนได้

นี่เป็นหลักพื้นที่ที่ดีเอสไอเองก็ต้องทราบ...

เมื่อยังไม่ตกเป็นผู้ต้องหา จึงยิ่งมีสิทธิ์ให้ใครเข้าฟังการสนทนาขอข้อมูลก็ได้ และหากทนายปากโป้งนำความลับในสำนวนมาแถลงข่าว ดีเอสไอก็มีสิทธิ์ฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นกัน

แต่หากไม่ได้ความจำสั้น คงจำได้ว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ดีเอสไอเองนั่นแหละที่แถลงข่าวเรื่องนี้อย่างใหญ่โต ครึกโครม สรุปว่ารถเบนซ์โบราณของสมเด็จช่วงมีกระบวนการนำเข้าและจดทะเบียนที่ผิดกฎหมายทุกขั้นตอน

ท่านแถลงต่อสื่อปาวๆ แล้วจะมีอะไรเป็นความลับในสำนวนอีกหรือ?

ที่ควรตั้งคำถามกับดีเอสไอมากกว่าก็คือ ท่านแถลงข่าวมานานนับเดือนแล้ว ได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีใครบ้างหรือยัง โดยเฉพาะบรรดาบุคคลในขบวนการที่ท่านอ้างว่ากระทำการผิดกฎหมายทั้งหลาย ทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนเท็จ การนำเอกสารเท็จไปจดทะเบียนรถ ฯลฯ

ตกลงงานนี้จึงไม่รู้ใครหัวหมอกันแน่ ระหว่างทนายสมเด็จช่วง กับดีเอสไอ...

อีกเรื่องที่ไม่รู้จะอะไรกันนักหนา ก็คือ การตรวจสอบความโปร่งใสโครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ที่รัฐมนตรียุติธรรมนัดแถลงใหญ่ในสัปดาห์นี้

ท่านรัฐมนตรีไพบูลย์ ตรวจสอบเรื่องนี้โดยใช้กลไกศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. ที่รวมองค์กรตรวจสอบทุกองค์กรเข้ามาทำงานด้วยกัน โดยมีสำนักงาน ป.ป.ท.ของกระทรวงยุติธรรมเป็นฝ่ายเลขาฯ

งานนี้ขึ้นต้นคล้ายๆ จะเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาไปๆ ไม่รู้จะกลายเป็นบ้องกัญชาหรือเปล่า เพราะก่อนเปิดแถลงในนาม ศอตช. ทุกองค์กรที่เป็นองคาพยพในกลไกพิเศษนี้เขาทยอยสรุปผ่านสื่อมาหมดแล้วว่า “ไม่พบทุจริต”

มีการทำขึงขังสั่งให้ตรวจสอบซ้ำ ตีกลับผลสอบไปๆ มาๆ กันหลายครั้ง แต่เชื่อว่าวันแถลงก็คงไม่มีอะไรผิดไปจากที่เคยเป็นข่าว

ประเด็นก็คือวันนี้สังคมเขาไม่ได้สนใจผลสอบที่จะแถลงในนาม ศอตช. โดยเฉพาะประเด็น “ค่าหัวคิวโรงหล่อ” อะไรนั่นแล้ว

แต่สิ่งที่ประชาชนเขาอยากรู้ก็คือ เงินบริจาคที่ขอไปจากประชาชนโดยอ้าง “จิตศรัทธา” นั้น ใช้ไปเท่าไร ใช้อะไรไปบ้าง และคงเหลืออยู่ใน “มูลนิธิราชภักดิ์” อีกเท่าไร?

ยอดเงินบริจาคผ่านการจัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ ที่ว่ากันว่าสูงถึงระดับ 1 พันล้านบาทนั้น ถูกใช้ไปกับเรื่องใดบ้าง เพราะข้อมูลจากที่สื่อมวลชนช่วยกันขุดคุ้ยตรวจสอบพบว่า งานก่อสร้างเกือบทั้งหมดของโครงการ ล้วนใช้งบประมาณรัฐ กับอีกบางส่วนได้มาฟรี!

เริ่มจากการปรับพื้นที่ ใช้งบโรงเรียนนายสิบทหารบก, การเทพื้น ทำฐานอนุสาวรีย์ ใช้งบหลวง, การสร้างรั้ว ป้อมรักษาการณ์ด้านหน้า และป้ายชื่ออุทยาน ใช้งบรัฐ ขณะที่การจัดสวนกับต้นไม้ทั้งหมด สวนนงนุชดำเนินการให้ฟรี

รายจ่ายที่เห็นๆ ว่าใช้เงินบริจาค คือ ค่าจ้างหล่อพระรูปบูรพกษัตริย์ 7 พระองค์ องค์ละเฉลี่ย 40 ล้านบาท ยังใช้งบไม่ถึง 300 ล้านบาทด้วยซ้ำ

ฉะนั้นท่านแค่สรุปออกมาว่า รับบริจาคไปเท่าไร และจ่ายอะไรบ้าง เอาแค่ตัวเลขกลมๆ ก็ได้ แล้วตอนนี้เงินบริจาคเหลือเท่าไร และอยู่ที่ไหน แค่นี้ก็พอกระมัง

เหมือนกับรถหรูสมเด็จช่วง ถ้าเห็นว่าผิด ก็รีบแจ้งความดำเนินคดี ไม่รู้จะช้าอยู่ไย หรือท่านกำลังยื้อเอาไว้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง?