วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจเริ่มลด

ความห่วงใยของตลาดการเงิน และนักลงทุนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกขณะนี้ได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต่อความสามารถ

 ของนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมที่จะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ ฟื้นให้เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัว และรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ล่าสุดธนาคารกลางสหภาพยุโรปในวันศุกร์ที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมาได้ออกมาตรการชุดใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งต้องถึงว่าสุดโต่งและมีความรุนแรงกว่าที่คาด ทั้งเพิ่มวงเงินคิวอี เข้าซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชน และลดอัตราดอกเบี้ยรับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารกลางจาก -0.3 เป็น -0.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็คือนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ทั้งหมดก็เพื่อสร้างความมั่นใจในความพร้อมของนโยบายที่จะแก้ไขปัญหา

แต่ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แม้ความรู้สึกของตลาดจะดีขึ้นจากสภาพคล่องที่มากขึ้น แต่มาตรการที่ออกมายังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่ได้ ตรงกันข้ามนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบกลับได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาก ทั้งจากนักวิชาการและผู้บริหารในสถาบันการเงิน วันนี้เลยจะวิเคราะห์ว่า ทำไมตลาดการเงินขณะนี้ห่วงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ และอะไรเป็นประเด็นที่นักลงทุนห่วง เพื่อให้เข้าใจที่มาของความไม่แน่นอนที่มีอยู่ในตลาดการเงินโลกขณะนี้

วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกที่เกิดขึ้นปี 2008 เป็นปัญหาใหญ่เพราะกระทบประเทศอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่นที่มีปัญหามาก่อนหน้า ขณะนี้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบแปดปี การแก้ไขปัญหาก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวได้เหมือนเดิม ประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่ำหรือไม่ฟื้นตัว เช่น สหภาพยุโรป แม้นโยบายการเงินจะได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ด้วยมาตรการพิเศษต่างๆ ทั้งอัตราดอกเบี้ยเป็นศูนย์ การอัดฉีดสภาพคล่อง และล่าสุดอัตราดอกเบี้ยติดลบ ความไม่สำเร็จของการฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนเริ่มมีคำถามว่าถ้าเศรษฐกิจกลับมาชะลออีก ขณะที่นโยบายการเงินได้ทำเต็มที่แล้ว ก็มีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจอาจถลำเข้าสู่ภาวะถดถอยและภาวะเงินฝืด ซึ่งถ้าเกิดขึ้นก็จะแก้ยากมาก เพราะไม่มีพื้นที่นโยบายเหลือให้แก้ไข นี้คือความห่วงใยของนักลงทุน

ในรายละเอียดความห่วงใยของนักลงทุนมีห้าประเด็น

หนึ่ง เศรษฐกิจอ่อนแอลง ตัวเลขไตรมาสสี่ปีที่แล้วชี้ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมได้อ่อนแอลงถ้วนหน้า กลุ่มสหภาพยุโรปขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อกลับมาติดลบร้อยละ 0.2 ในเดือนกุมภาพันธ์ เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวติดลบร้อยละ 0.4 ในไตรมาสสี่ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียงร้อยละ 1 ต่ำกว่าคาดการณ์ ตัวเลขเหล่านี้เมื่อพิจารณาร่วมกับเศรษฐกิจจีนและประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังชะลอ ทำให้ปีนี้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงด้านลบมากกว่าที่ประเมินไว้เดิม และอาจมีปัญหามากกว่าที่คิด ทำให้นักลงทุนกังวลเรื่องการเติบโต

สอง แปดปีที่ผ่านมา นโยบายการเงินได้เป็นเสาหลักมาตลอดในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จนธนาคารกลางมีบทบาทสูงและโดดเด่นเรียกได้ว่า เป็น  The only game in town ธนาคารกลางทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นได้ทุ่มเทให้กับการแก้ปัญหามาก แต่ก็ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้จริงจังและให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับที่เป็นเป้าหมาย เหตุผลหนึ่งก็เพราะมาตรการการเงินที่มุ่งให้ระบบเศรษฐกิจมีสภาพคล่องมากนั้นเหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่ไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาหนี้และปัญหาการขาดอำนาจซื้อของเศรษฐกิจ (Solvency) ซึ่งเป็นปัญหาแท้จริงของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมขณะนี้ การแก้ไขปัญหาอำนาจซื้อต้องอาศัยการกระตุ้นโดยภาครัฐผ่านนโยบายการคลัง และการปฏิรูปเศรษฐกิจเข้ามาช่วย แต่ที่ผ่านมาไม่มีการใช้จ่ายภาครัฐเข้ามาช่วย และการปฏิรูปเศรษฐกิจก็ไม่มีความก้าวหน้า ภาระการฟื้นเศรษฐกิจจึงตกอยู่ที่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว และที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่ง เพราะตัวนโยบายการเงินเองก็ขาดพลัง และขาดประสิทธิภาพจากที่ระบบสถาบันการเงินซึ่งเป็นกลไกส่งผ่านสำคัญของนโยบายการเงิน ยังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่

สาม อัตราดอกเบี้ยติดลบที่เป็นมาตรการล่าสุดในหลายประเทศ ก็ย้ำว่าการแก้ไขเศรษฐกิจยังเดินในแนวทางเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง คือ เน้นการอัดฉีดสภาพคล่องและต้องทำมากทั้งในขนาดและในเครื่องมือที่ไม่เคยใช้มาก่อน ซึ่งชี้ว่าภาคทางการอาจเดินมาสุดทางแล้ว ของการใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหา คือ ได้ทดลองทุกเครื่องมือและทุกมาตรการแล้ว และคงไม่สามารถทำเพิ่มเติมได้มากกว่านี้อีก ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น การฟื้นตัวก็ยิ่งเป็นสิ่งที่จะหวังได้ยากขึ้นเมื่อหมดทางเลือกด้านนโยบายการเงิน

สี่ ทางออกทางหนึ่งที่สามารถทำได้ด้านนโยบายก็คือ มีการร่วมมือกันจริงจังระหว่างรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการใช้นโยบายการคลังและการปฏิรูปเศรษฐกิจ มาช่วยลดภาระของนโยบายการเงิน ความร่วมมือในลักษณะนี้เคยมีและประสบความสำเร็จมาแล้ว ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจช่วงแรกที่เกิดวิกฤติปี 2008 ทำให้ตลาดการเงินโลกกลับมามีเสถียรภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นเศรษฐกิจโดยนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ความร่วมมือระหว่างประเทศในลักษณะที่ได้เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นอีกในภาวะปัจจุบันค่อนข้างมีน้อยมาก เพราะปัญหาการเมืองในแต่ละประเทศและระหว่างประเทศที่มีอยู่ นอกจากนี้ก็ไม่ชัดว่านักการเมืองประเทศต่างๆ จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้หรือไม่ เพราะทุกประเทศมุ่งแต่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจของตนเป็นหลักและพร้อมทำมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลเศรษฐกิจของตน แม้จะส่งผลกระทบข้างเคียงต่อประเทศอื่นๆ

ห้า ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเลวร้ายลง และมีเหตุการณ์รุนแรงคล้ายกับปี 2008 เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ความสามารถของนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาจะมีน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก ทั้งจากพื้นที่นโยบายที่แต่ละประเทศมีอยู่ขณะนี้ และปัญหาในการประสานนโยบายระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน จุดอ่อนเหล่านี้ทำให้มีความเป็นห่วงว่า เศรษฐกิจโลกอาจขาดทั้งภาวะผู้นำและความสามารถที่จะดูแลปัญหาเศรษฐกิจของโลกในอนาคต โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดปัญหารุนแรง

ทั้งหมดคือความห่วงใยของนักลงทุนที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจ ความห่วงใยนี้ได้สร้างความไม่แน่นอน ทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินโลกมีมากขึ้น ผู้ทำนโยบายก็เข้าใจความห่วงใยนี้เป็นอย่างดี แต่ยังไม่แสดงท่าทีว่าเห็นด้วยกับความห่วงใยดังกล่าว เห็นได้จาก แถลงการณ์ของกลุ่มประเทศ G20 จากการประชุมที่นครเซี่ยงไฮ้เดือนที่แล้วก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่านี้ หรือความพร้อมของการร่วมมือด้านนโยบาย

ทุกสายตาขณะนี้จึงมุ่งไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจ และข่าวทางลบด้านเศรษฐกิจว่าจะมีหรือไม่ เพื่อประเมินว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้นอย่างที่ภาคทางการหวัง หรือแย่ลงมากขึ้นจริงๆ ขณะที่ตลาดการเงินก็สนุกกับสภาพคล่องที่กลับมามีมากขึ้น และเงินทุนไหลเข้ารอบใหม่ที่ไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานหรือปัญหาแท้จริงของเศรษฐกิจ