วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โจทย์ยากที่ต้องร่วมกันแก้ไข

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด คงอัตราดอกเบี้่ยไว้

ที่ระดับเดิมหลังเสร็จสิ้นการประชุมนัดล่าสุด ด้วยเหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แข็งแกร่งดังที่หลายคนคาดไว้ พิจารณาจากการลงทุนภาคธุรกิจและการส่งออกที่อ่อนแอในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นอกจากนั้น การตัดสินใจครั้งนี้ส่วนหนึ่งยังสะท้อนถึงพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการเงินโลกที่มีต่อเศรษฐกิจสหรัฐด้วย โดยเฟดปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐสำหรับปีนี้เหลือ 2.2% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.4% พร้อมคาดว่าตลาดแรงงานจะแข็งแกร่งขึ้น

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนั้น ธนาคารกลางสหรัฐคาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 0.9% ปลายปีนี้ อันสะท้อนว่าปีนี้จะมีการขึ้นดอกเบี้ยไม่เกิน 2 ครั้งจากระดับปัจจุบันที่ 0.25-0.50% และแตกต่างจากเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ที่ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้น 4 ครั้ง ท่าทีดังกล่าวของเฟดสะท้อนว่าธนาคารกลางสหรัฐวิตกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มากขึ้นในโลก และการคาดหมายเงินเฟ้อของสหรัฐ ที่อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณาของเฟด ยังรวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐเอง ที่ไม่ได้อยู่ในสภาพหรือขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งพอรองรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยมากมายหลายครั้งในปีนี้ ประกอบกับนโยบายของธนาคารกลางยุโรปกับธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่หันไปใช้ดอกเบี้ยติดลบเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภูมิภาคและในประเทศของตัวเอง ยังทำให้เป็นการยากมากขึ้นสำหรับเฟดในการปรับขึ้นดอกเบี้่ยสู่ระดับสูงในปีนี้ ซึ่งเมื่อเฟดตัดสินใจเช่นนี้แล้ว ก็ต้องจับตาดูว่าธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ จะมีปฏิกิริยาอย่างไรเช่นกัน

ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ เพิ่งชี้แจงว่าบีโอเจมีช่องว่างลดดอกเบี้ยลงลึกสู่แดนลบได้ถึงประมาณ -0.5% แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้เครื่องมือด้านนโยบายแบบใด หากตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม เพราะต้องพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น ขณะที่ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรปนั้น ประกาศว่าอาจไม่ลดดอกเบี้ยลึกสู่แดนลบมากไปกว่านี้ หลังจากเพิ่งปรับลดไปครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นติดลบ 0.4% แถมยังขยายวงเงินทำคิวอีขึ้นอีกเดือนละ 20,000 ล้านยูโร

ในส่วนของเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมสมัชชาประชาชนไป และนายกรัฐมนตรีจีนตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลมีความมั่นใจระยะยาวในสภาพเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะไม่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง และระบุว่าการปฏิรูปในส่วนของอุปทานจะก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้น จะมีการลดกฎระเบียบอันยุ่งยากสำหรับภาคธุรกิจ ลดหนี้สินภาคธุรกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบทางการเงิน และดูแลให้แน่ใจว่าไม่มีการลอยแพคนงานจำนวนมากในช่วงของการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมหนัก

จะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ที่เป็นเสาหลักค้ำยันเศรษฐกิจโลก ล้วนงัดมาตรการและเครื่องมือมากมายหลากหลาย เพื่อผลักดันการเติบโต แต่ผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่เต็มที่นัก ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นโจทย์ยากที่ทั้งโลกต้องร่วมมือกันแก้ไขและประคับประคอง เพราะนโยบายของประเทศต่างๆ ที่จัดทำออกมานั้น ล้วนส่งผลพวงต่อเนื่องไปถึงประเทศอื่น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เช่นเดียวกับการชะลอตัวของตลาดและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ที่ส่งผลกระทบอย่างทั่วถึงไปยังประเทศที่พึ่งพาการส่งออก ที่สำคัญคือแนวโน้มในอนาคตอันใกล้นี้ ยังส่อเค้าไม่สดใส