ประเทศมีองค์ประกอบที่จะต้องพิจารณาในลักษณะที่เป็นหลายมิติสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 องค์ประกอบหลักคือด้านสังคม
เศรษฐกิจและการเมืองที่จะต้องถูกพิจารณาในภาพรวมเพราะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สังคมจะดีไม่ได้ถ้าเศรษฐกิจและการเมืองยังย่ำอยู่กับที่ เศรษฐกิจจะดีไม่ได้ถ้าสังคมและการเมืองยังไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นฐานอันมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการเมืองก็จะก้าวหน้าไปไม่ได้ถ้าสังคมและเศรษฐกิจไม่ได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน
มิติในทางสังคม โดยหลักการแล้ว ก็ยังมีความหลากหลายและครอบคลุมในอีกหลายมิติย่อย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ จารีตประเพณี วิถีชีวิต การเรียนรู้ การอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ที่ถือว่าเป็นมิติย่อยที่สำคัญอย่างยิ่งของสังคมก็คือมิติด้านการศึกษา
มิติการศึกษาในทางสังคม มิใช่เพียงเรื่องของการเรียนการสอนในระบบเท่านั้น แต่รวมถึงวิถีการศึกษานอกระบบ การเรียนรู้เพื่อเอาตัวรอดและอยู่รอด ตลอดจนการสร้างฐานความรู้เพื่อพัฒนาตัวบุคคลและชุมชนให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป จากระดับครอบครัวสู่ระดับชุมชน จากระดับชุมชนสู่ระดับประเทศ และจากระดับประเทศสู่ระดับนานาชาติ หรือระดับความเป็นสากลระหว่างประเทศ
การศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาว ประเทศไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ถ้าประชาชนของประเทศยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพอย่างพอเพียง ประเทศที่ล้าหลัง เกือบทั้งหมดเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการพัฒนาในระดับที่จะไปแข่งขันกับประชาชนของประเทศที่พัฒนามากกว่าได้ ความล้าหลังเช่นว่านี้จึงกลายเป็นโซ่ตรวนที่คอยดึงรั้งโอกาสที่จะก้าวหน้า คุณภาพของคนจึงเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการพัฒนาประเทศที่สำคัญ
มนุษย์จะมีศักยภาพในการทำงานและผลิตผลงานได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว ยกระดับทักษะของตัวเอง ยิ่งมีความสามารถในการยกระดับของตัวเองเท่าใด ความสามารถในการแข่งขันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การยกระดับตัวเองส่วนหนึ่งมาจากแรงกระตุ้นภายในปัจเจกบุคคล แต่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก ก็คือบทบาทของภาครัฐในการเข้ามายกระดับการศึกษาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับอย่างมีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนในรุ่นใหม่ๆ ที่จะต้องออกไปต่อสู้ที่กว้างไกลกว่าการต่อสู้แข่งขันภายในชุมชนของตัวเอง
การที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันทีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้ และวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ติดฝังอยู่กับประชาชนในชุมชนเป็นเวลานานนับร้อยปี การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมองค์กรอาจใช้เวลาไม่มากนัก เพราะสามารถที่จะลบล้างสิ่งที่เพิ่งเกิดมาไม่นานได้ แต่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของมนุษย์ในชุมชนเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ก็มิใช่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
หัวหอกหลักในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีคุณภาพ ก็คือการยกระดับความรู้ความสามารถของคนไทยให้มีศักยภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น ศักยภาพด้านสติปัญญาของคนไทยโดยธรรมชาติก็ไม่มีอะไรแตกต่างกับคนชาติอื่น แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือแรงกระตุ้นที่จะผลักดันให้คนไทยยุคใหม่มีความฮึกเหิม กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ กล้าที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ ที่นอกกรอบความคิดของคนรุ่นเก่า และกล้าที่จะแสดงออกอย่างมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนคิด ทำ และแสดงออก และเป็นไปในแนวทางที่เป็นที่ยอมรับของสากล
ปัจจัยที่จะกระตุ้นได้มากที่สุดจะต้องมาจากภาครัฐ รัฐจะต้องสนับสนุน ทุ่มเท และดำเนินการอย่างมีแบบแผน มุ่งมั่น ต่อเนื่อง และอย่างเป็นรูปธรรม อย่างน้อยในสามแผนสำคัญ คือแผนกลยุทธ์(Strategic Planning) อันเป็นแผนดำเนินการระยะยาว หรือที่เรียกว่า Long Term Planning ว่าในระยะ 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายจะให้ประชาชนคนไทยในชาติมีการยกระดับการศึกษาเท่าเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่นเท่าประเทศในกลุ่ม OECD ซึ่งรวมถึงรายได้และเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย แผนระยะกลาง (Operating Plan) ที่จะกำหนดว่าเป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จในระยะ 5 ถึง 10 ปี มีอะไรบ้าง ซึ่งจะต้องเป็นเป้าหมายที่สามารถวัดได้ นับได้ และพิสูจน์ได้ ตัวเลข ข้อมูล ฐานข้อมูล ความพร้อมของระบบข้อมูลที่ทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอน และอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และสามารถเปรียบเทียบกันได้และ แผนระยะสั้น (Action Plan) เป็นแผนปฏิบัติการในระยะ 1 ถึง 5 ปี ที่จะต้องทำอย่างทุ่มเทเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามขั้นตอนและกระบวนการ มีการตรวจสอบแก้ไขวิธีดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนอย่างแท้จริง
ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2559 ไม่ได้กล่าวถึงการยกระดับการศึกษาของชาติโดยตรง แต่ให้ความสำคัญกับเด็กก่อนวัยเข้าเรียนคือระดับปฐมวัย เป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ที่กำหนดให้การศึกษาภาคบังคับ 9 ปีเริ่มตั้งแต่ ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 นั่นหมายความว่าการศึกษาภาคบังคับตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเริ่มที่ระดับอนุบาลปฐมวัย 3 ปี และระดับประถมศึกษาอีก 6 ปี โดยไม่มีการศึกษาภาคบังคับในระดับมัธยมอีกต่อไป ซึ่งร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ได้กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ว่า “การศึกษาภาคบังคับ” หมายความว่า การจัดการศึกษาจำนวนเก้าชั้นปี
สำหรับเด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่สี่จนถึงปีที่สิบสองเข้าศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เริ่มต้นที่ระดับปฐมวัยปีที่หนึ่งถึงประถมศึกษาปีที่หก...สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาชาติ มีความหลากหลายมากและไม่มีรูปแบบเฉพาะ อาจเป็นศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น นั่นหมายความว่าเกณฑ์หรือมาตรฐานจะแตกต่างกันอย่างมาก และถึงแม้จะเป็นการให้การศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย แต่เมื่อคุณภาพของการให้การศึกษามีความหลากหลาย จึงอาจส่งผลเมื่อเด็กเริ่มเข้าเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่หนึ่ง เพราะเหตุพื้นฐานที่ต่างกันในระดับปฐมวัย และน่าจะมีผลกระทบต่อการยกระดับการศึกษาของชาติด้วย
ยุทธศาสตร์ชาติที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการศึกษาของชาติจริงๆกลับมาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช) ที่เสนอเป็นร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่8 กรกฎาคม 2558 โดยกำหนดไว้ชัดเจนในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในสังคม ข้อ 2.3 (4) เรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพเท่าเทียมและทั่วถึงโดยการปฏิรูปโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการศึกษา...ปฏิรูประบบการคลังด้านการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการศึกษาโดยการจัดสรรงบประมาณตรงสู่ผู้เรียน...มุ่งจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างสมรรถนะกำลังคนทั้งระบบตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต...
ถ้าเด็กและเยาวชนของชาติได้ถูกหล่อหลอมให้คุ้นเคยกับความคิดที่จะประยุกต์และต่อยอดจากพื้นฐานที่ดี โอกาสที่เด็กและเยาวชนไทยเหล่านี้จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีทักษะในการประยุกต์ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จะเป็นเรื่องที่ไม่ยากต่อไป ในความคิดของเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะมุ่งไปสู่สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ท้าทาย สิ่งที่ยากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เด็กและเยาวชนมีความคิดว่ายิ่งยากยิ่งท้าทาย นั่นคือความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติแล้ว แต่ถ้าเด็กและเยาวชนพยายามหลีกหนีสิ่งท้าทายไปหาสิ่งที่ยากลำบากน้อยกว่า หรือใช้ความพยายามน้อยกว่า รัฐคงไม่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยอย่างแน่นอน
บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องแสดงให้เห็นว่าการยกระดับการศึกษาของชาติเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างจริงจัง ทั้งระบบ และเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในยุทธศาสตร์แห่งชาติภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
----------------------
ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร/นักวิชาการอิสระ






