วันก่อน เจอสองอาจารย์ที่เคยนั่งหัวโต๊ะ ยกร่างรัฐธรรมนูญ
ของประเทศบนเที่ยวบินมุ่งสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์... อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กับ อ. นรนิติ เศรษฐบุตร... จึงต้องชวนสนทนาเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นในสังคมไทย
กูรูนักร่างรัฐธรรมนูญทั้งคู่ดูสดชื่นแจ่มใส เหมือนจะโล่งอกที่ไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันเหมือน อ. มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ทั้งสองท่านแสดงความเห็นใจอาจารย์มีชัย เพราะเคยผ่านกระบวนการที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างนี้มาก่อน
อ. บวรศักดิ์ เคยเกี่ยวโดยตรงกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ในฐานะเป็นเลขาฯ ของคุณอานันท์ ปันยารชุน ที่เป็นประธานยกร่างสมัยนั้น
ก่อนจะมาเป็นประธานยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 ที่ถูกคว่ำไปอย่างมีสีสันจนยังเป็นที่กล่าวขวัญกันทุกวันนี้
อ.นรนิติเป็นประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งผ่านประชามติได้ใช้ก่อนจะถูกฉีกทิ้งโดย คสช. ที่กำลังรอฉบับใหม่ที่กำลังเป็นเรื่องร้อนแรงขณะนี้
แน่นอนว่าในโลกนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่ทุกคนพอใจในโลก มีแต่ฉบับที่ผู้ร่างต้องการเขียนให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของบ้านเมืองในขณะนั้น
ถามอาจารย์บวรศักดิ์ว่าร่างที่ถูกคว่ำไปมีจุดเด่นอะไรที่สุดที่เป็นหัวใจของผู้ร่าง
ท่านตอบอย่างไม่ลังเลว่า “สิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน”
อันเป็นที่มาของวลีทองว่า “พลเมืองต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” ภายใต้เนื้อหาที่ยกร่างขณะนั้น
อ.นรนิติบอกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีจุดเน้นที่ “สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล”
นักการเมืองไม่ชอบที่รัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ การทำงานของรัฐบาลได้อย่างเข้มข้น “เพราะเขาอ้างว่าทำให้รัฐบาลอ่อนแอ ไม่สามารถทำงานได้คล่องแคล่วเพียงพอ”
แต่ในความเห็นของอาจารย์นรนิติ และคณะผู้ร่างขณะนั้นคือ การที่นักการเมืองที่อาสามาบริหารประเทศ จะต้องถูกตรวจสอบได้ในทุก ๆ ด้านตลอดเวลา
“เพราะผมเชื่อว่านักการเมืองเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจ เพราะเจ้าของอำนาจที่แท้จริงคือประชาชน ตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง” อ. นรนิติเท้าความให้ฟัง
วันนี้ในวัย 75 อ.นรนิติยังกระฉับกระเฉง เป็นนายกฯสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสมาชิก สนช.
อ. บวรศักดิ์ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญต้องเคารพในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่สุดของกฎหมายสูงสุดในประเทศ จึงเป็นที่มาของการยกร่างที่เน้นให้พลเมืองมีบทบาทสำคัญ ในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง
“ผมอยากให้มีการศึกษารายละเอียดของร่างที่ผมเป็นประธานยกร่าง กับที่กำลังร่างมาเปรียบเทียบกันเพื่อความเข้าใจของประชาชน... เห็นว่ามีนักวิชาการกำลังจะทำอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน...” อ. บวรศักดิ์บอกผมพร้อมยืนยันว่าเห็นใจและเข้าใจการทำงานของ กรธ. ภายใต้การนำของ อ. มีชัยอย่างยิ่ง
อ. นรนิติบอกว่ารัฐธรรมนูญแต่ละฉบับย่อมมีเป้าหมาย ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศชาติ จุดเน้นของแต่ละร่างย่อมขึ้นอยู่กับบรรยากาศการเมือง และความต้องการของสังคมในแต่ละช่วงเวลาที่ต่างกัน
รัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่ามีการเปิดกว้างในด้านสิทธิเสรีภาพทางการเมืองสำหรับทุกฝ่ายมากที่สุด
รัฐธรรมนูญปี 2550 เน้นความสามารถของประชาชนในการตรวจสอบของรัฐบาล
ร่างรัฐธรรมนูญปี 2557 ที่ไม่ผ่านมติของ สปช. ย้ำถึงสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน
และคุณมีชัยยืนยันว่าร่างปัจจุบันต้องการจะป้องกัน และสกัดกั้นนักการเมืองคอร์รัปชันเป็นประเด็นหลัก
“ส่วนเรื่องนายกฯเป็นคนนอกได้หรือไม่ ส.ว. จะมาจากการเลือกตั้งหรือสรรหา เป็นรายละเอียดที่ถกแถลงกันในทุกยุคทุกสมัย... ในร่างปี 2550 ที่ผมร่วมร่างนั้น นายกฯต้องเป็น ส.ส. แต่ผมก็บอกว่าอย่าไปวิจารณ์ว่าคนที่เสนอให้นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. นั้นไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะในโลกนี้มีทั้งสองระบบ” อ. นรนิติสาธยายให้ฟังอย่างละเอียดรอบด้าน
หลายเรื่องหลายประเด็นในการสนทนาวันนั้นเป็นเรื่อง “สามคนหกตา” เท่านั้น มิอาจเล่านอกวงได้ แต่ผมได้ความรู้และข่าวกรองหลายเรื่องใหม่ ๆ ที่ทำให้เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของการร่างรัฐธรรมนูญในอดีตอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง
ผมถาม อ. บวรศักดิ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญ “สนุก” ไหม?
ท่านสั่นหัวบอก “ไม่สนุก”
ผมถามว่าถ้าอย่างนั้นรับปากไปร่างทำไม?
เงียบ...ผมถามเสริมว่า “ถือเป็นภารกิจเพื่อชาติหรือ?”
อ. นรนิติพยักหน้า ตอบสั้น ๆ ว่า “นั่นแหละ”
ก่อนจากกัน ผมถาม อ. บวรศักดิ์ว่ารู้ล่วงหน้าหรือเปล่าว่าร่าง 2557 จะถูกคว่ำใน สปช.?
“ได้ข่าวแว่ว ๆ มาสองสัปดาห์ล่วงหน้า และมีลางสังหรณ์หนึ่งสัปดาห์ล่วงหน้า...”
วันนี้ อาจารย์นักร่างรัฐธรรมนูญสองท่านดูมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พานักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าฯ มาดูงานที่มาเลเซียและสิงคโปร์ หลายด้านเพื่อการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป
อ. บวรศักดิ์ปีนี้อายุ 62 วันนี้ยังสอนหนังสือหลายสถาบันและเป็น “ราชบัณฑิต” “และ"เลี้ยงหลาน...”
ผมเสนอว่าท่านต้องเขียนบันทึกชีวิตอันโชกโชนด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบ้านการเมืองของประเทศเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เข้าใจและเรียนรู้
อ.บวรศักดิ์ยิ้ม “เขียนได้ แต่ต้องตีพิมพ์ในงานศพเท่านั้น!”









