ที่ผ่านมามีข้อเสนอแนะ และข้อถกเถียงมากมาย
เกี่ยวกับการเข้าไปเป็น สมาชิกหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ “ทีพีพี” ของประเทศไทย หลังจากที่รัฐบาลมีการตั้งคณะอนุกรรมการ ศึกษาความเหมาะสมของเรื่องดังกล่าว โดยมอบหมายให้ อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน โดยคณะทำงานได้ข้อสรุปความคิดเห็นเบื้องต้นเพื่อจะเสนอให้ คณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 4 เม.ย.นี้ ตัดสินใจว่าประเทศไทยจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป
กรอบความร่วมมือ TPP ซึ่งมีสหรัฐฯเป็นแกนนำปัจจุบันมีสมาชิกรวม 12 ประเทศ มีประชากรรวมกัน 800 ล้านคน มีมูลค่าจีดีพีรวมกันประมาณ 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 40% ของจีดีพีโลก มีมูลค่าการค้ารวมกัน 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 30% ของมูลค่าการค้าโดยรวมของโลก ซึ่งทำสามารถทำให้สมาชิกของ TPP คาดหวังได้ถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเกียรติ สิทธีอมร อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ เรื่องกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างดี ปัจจุบันแม้คุณเกียรติจะว่างเว้นจากงานทางการเมือง แต่ก็ยังข้องเกี่ยวกับวงการการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ โดยมีการพบปะหารือกับทูตประเทศต่างๆ อยู่เสมอ
คุณเกียรติเล่าให้ฟังว่านับตั้งแต่สหรัฐฯ ใช้เวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ในปี 2011 ประกาศว่าจะชู TPP ขึ้นมาเป็นกรอบความร่วมมือที่สำคัญ ของความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจของโลก เงื่อนไขของ TPP ได้เปลี่ยนรูปแบบจากกรอบความร่วมมือที่เปิดกว้างให้ประเทศต่างๆ เข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์และเข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ กลายมาเป็นกรอบความร่วมมือ ที่เปิดให้สมาชิกเพียงไม่กี่ประเทศเข้าไปมีส่วนร่วม โดยสมาชิกใหม่ที่จะเข้าไปร่วมได้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกเก่าก่อน ซึ่งหมายความว่าหากประเทศไทยจะเข้าเป็นสมาชิกจะต้องได้รับฉันทามติจาก 12 ประเทศสมาชิก
คุณเกียรติบอกด้วยว่า TPP ที่เรากำลังถกเถียงถึงความเหมาะสม ในการเป็นสมาชิกนั้นทุกวันนี้รายละเอียดต่างๆยังไม่นิ่ง และแม้แต่สมาชิกในสภาครองเกรสยังไม่มีใครเห็นกฎหมาย TPP ตัวเต็มทั้งฉบับ ที่คุยกันอยู่เป็นการหยิบยกเพียงบางส่วนขึ้นมาพูดคุยกันเท่านั้น และบางส่วนที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยก็ยังไม่ได้ข้อสรุป เช่น บางข้อตกลงที่กำหนดการลดภาษีแต่ใช้ระยะเวลานานถึง 30 ปีในการลดภาษี เป็นต้น
นอกจากนั้นข้อตกลง TPP แม้จะเกี่ยวข้องกับสมาชิก 12 ประเทศ แต่ก็เปิดช่องให้แต่ละประเทศภายในกลุ่ม ไปเจรจาทวิภาคีโดยตรงได้ ว่าในข้อตกลงที่มีผลบังคับกับทั้งกลุ่ มในข้อตกลงระหว่างสองประเทศจะมีข้อยกเว้นอะไรได้บ้าง
ที่น่าจับตาก็คือใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งประเทศสมาชิก TPP ต้องให้สัตยาบรรณ ในการเข้าเป็นภาคีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมือนี้ ก็เป็นช่วงเดียวกันที่การเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯเจ้าภาพใหญ่ TPP เข้าใกล้โค้งสุดท้ายมากทุกขณะ ซึ่งในการหาเสียงทั้งเดโมแครต และรีพลับลิกัน ต่างพูดในทิศทางเดียวกันว่า TPP มีข้อต้องแก้ไข ขณะที่ธุรกิจยานยนต์ในสหรัฐฯบอกว่า TPP ทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบเมื่อเทียบกับแคนาดาและเม็กซิโก ส่วน จัสติน ทรูโดนายกรัฐมนตรีของแคนาดา ก็เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า แคนาดาอาจจะทบทวนการเป็นสมาชิก TPP
..ไม่ว่าการเมืองในต่างประเทศจะทำให้อนาคตของ TPP มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแต่เรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นอกจากจะต้องมีท่าทีที่ชัดเจน จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับชาติลงไปถึงในรายระดับสินค้าด้วย ว่าหากไทยต้องการจะเข้าร่วม TPP หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินเกมส์อย่างไร ให้เราได้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือนี้มากที่สุด






