การตัดสินใจล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559 ที่มีการประกาศชุดมาตรการต่างๆ
ที่เหนือความคาดหมายของตลาดคือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาจาก 0.05% เป็น 0% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ลงมาจาก -3% เป็น -4% เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้ขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จากเดิม 60,000 ล้านยูโรต่อเดือนมาเป็น 80,000 ล้านยูโรต่อเดือน โดยหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยทำให้เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวและผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับเข้าสู่อัตราเป้าหมายที่ 2% ต่อไป
แต่หากวิเคราะห์โดยละเอียดแล้ว ก็น่าจะสรุปได้ว่า เหตุผลที่ ECB กล้าตัดสินใจออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเหนือความคาดหมายของตลาดในครั้งนี้ ก็เนื่องจากว่าทาง ECB ได้เล็งเห็นแล้วว่า อัตราเงินเฟ้อคงจะไม่ปรับเพิ่มได้มากนักในอนาคตอันใกล้นี้เนื่องจากถูกแรงต้านดึงของภาวะราคาน้ำมันตลาดโลกที่ตกต่ำ จึงทำให้ทาง ECB ต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบยาแรงจัดเต็มดังที่ได้รับทราบกันแล้วนั่นเอง
ผลกระทบทันทีก็น่าจะอยู่ที่ตลาดหุ้นและตลาดเงินทั่วโลกที่จะมีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากการตีความของตลาดในเรื่องขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ECB ที่เหนือความคาดหมาย กับสัญญาณที่ประธานธนาคารกลางยุโรป นายมาริโอ ดรากี ได้ส่งออกมาว่าอาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในอนาคต แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสักเล็กน้อย ก็น่าจะเชื่อได้ว่าผลกระทบในครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ส่วนผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของยุโรปเองนั้นก็คงจะต้องรอดูกันต่อไป แต่คาดกันว่าคงจะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมานโยบายทางการเงินที่ออกมาแล้วก็ไม่อาจช่วยเพิ่มความต้องการบริโภคของยุโรปเองและของทั้งโลกได้มากพอที่จะสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องเพิ่มการลงทุนในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงสักเท่าไหร่นัก
ส่วนผลกระทบของมาตรการเหล่านี้ต่อเศรษฐกิจเอเชียนอกจากเรื่องตลาดหุ้นแล้ว ส่วนที่น่าจะต้องจับตาต่อไปก็คือแนวโน้มการอ่อนตัวของค่าเงินยูโรในระยะต่อจากนี้ไปว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อญี่ปุ่น และจีน ในทิศทางที่กดดันให้ต้องลดค่าเงินเยนและเงินหยวนเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งคำตอบในส่วนนี้ จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 15 มีนาคม 2559 นี้ด้วยว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม หรือจะปรับขึ้นตามไปแผนเดิมที่เคยประกาศไว้ เพราะหากปรับขึ้นแล้วก็จะต้องมีผลทำให้กระแสเงินทุนจากทั้งยุโรปและเอเชียไหลไปที่อเมริกามากขึ้นแน่นอน และจะมีผลให้เกิดความผันผวนของค่าเงินในแถบภูมิภาคเอเชีย ซึ่งก็รวมถึงของไทยด้วยอย่างแน่นอน คาดว่าขณะนี้ ตลาดคงกำลังเฝ้ารอดูผลการตัดสินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในอาทิตย์หน้าเพื่อนำมาประมวลเข้ากับสิ่งที่ทาง ECB ได้ประกาศออกมาแล้วนั่นเอง ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างนี้ ก็คงคาดว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะตอบสนองไปในทิศทางที่เป็นบวกไปก่อน









