เมื่อเร็วๆนี้เฟซบุ๊คแอบออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้คนตกใจเล่นว่า ผู้ใช้งานมากกว่าครึ่งเข้าสู่ระบบผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
โดยตัวเลขนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว! ไม่มากไม่น้อยครับแค่ราว 800 ล้านคนเท่านั้นเอง จากจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊คประมาณ 1,500 ล้านคน และยิ่งตอกย้ำเข้าไปใหญ่ เมื่อฟีเจอร์ใหม่ๆของ Google อย่างเช่น “Google Destinations” ระบบสุดเจ๋งที่ช่วยให้คนวางแผนเดินทางท่องเที่ยว หาข้อมูลได้ทุกอย่างในคลิกเดียว
งานนี้เปิดตัวมา Google บอกว่า ใช้ฟีเจอร์นี้ได้บนมือถือเท่านั้น!!
เรื่องนี้ทำเอานักการตลาดตื่นเต้นกันยกใหญ่! หรือเราจะสิ้นสุดยุค Mobile First แล้วเข้าสู่ยุค Mobile Only กันแล้วหรือนี่?
งานนี้ "โซวบักท้ง"ขอติดเบรกแบบตัวโก่ง
อยากจะบอกว่าใจเย็นๆครับ การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นแน่ๆ แต่บางทีมันไม่ได้เกิดขึ้นเร็วขนาดนั้น แล้วก็อาจไม่ได้รุนแรงและยิ่งใหญ่ขนาดนั้นด้วย โดยความคิดเห็นส่วนตัวผมยังเชื่อว่าหน้าจอมือถือจะเป็นหน้าจอที่สำคัญที่สุดในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน แต่ถ้าจะมาบอกว่า Mobile Only อันนี้แอบไม่เห็นด้วยครับ
สำหรับคำอธิบายเรื่องนี้ ผมอยากจะพาย้อนหลังไปยังยุคโบราณสักหน่อยเริ่มตั้งแต่สมัยที่มีโทรทัศน์โผล่ขึ้นมาให้มนุษย์เห็นเป็นครั้งแรก ในยุคนั้นผู้คนตื่นเต้นกับกล่องมหัศจรรย์อันนี้กันพอสมควร แต่ก็มิวายมีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ใครจะมานั่งดูกล่องสี่เหลี่ยมแบบนี้กันได้ทั้งวัน?”
แต่แล้วโทรทัศน์ก็กลายเป็นไอเท็มสุดฮิตยอดนิยมแบบที่เรารู้ๆกัน โทรทัศน์กลายเป็นอุปกรณ์สร้างความบันเทิงพื้นฐานที่พึงจะมีกันทุกๆบ้าน งานนี้คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ไว้แอบค้อนตาปริบๆ
จวบจนเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนมีอุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกว่า“เครื่องเล่นวีดิโอ” ในตอนนั้น นักการตลาด นักธุรกิจ พากันตื่นตระหนกกับเรื่องนี้กันมากครับ เพราะมองว่าวีดิโอจะเข้ามาทำลาย อุตสาหกรรมหนังและโทรทัศน์ โดยกลัวว่าคนจะเลิกดูหนัง ดูรายการโทรทัศน์ แล้วไปดูแต่วีดิโอกันหมด
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ หรือฮอลลีวูดครั้งหนึ่งเคยรุกขึ้นมาต่อต้านวีดิโอกันอย่างหนัก พยายามที่จะหยุดไม่ให้คนบันทึกวีดิโอโดยจ้างคนจ้างทนายฟ้องกันให้วุ่นวาย แต่แล้วมาๆไปๆ วีดิอที่ดิสนีย์หรือฮอลลีวูดกลัวนั้น ในยุคหนึ่งกลับกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของบริษัท โดยทำรายได้มากกว่าโทรทัศน์หรือหนังที่ฉายในโรงเสียอีก
แต่เคสที่สนุกสุดๆ น่าจะเป็นเคสการเกิดขึ้นครั้งแรกของ “อินเทอร์เน็ต” ครับ ผมโชคดีที่เกิดมาทันในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตในยุคนั้นคนก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้กันแบบสุดๆ จำได้ว่าดูทีวีรายการสี่ทุ่มสแควร์ โดยคุณวิทวัส สุนทรวิเนตร์ สาธิตการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยแชทกับคุณภรทิพย์ นาคหิรัญกนก ที่อาศัยอยู่ที่อเมริกาออกรายการโทรทัศน์ พอคุณภรทิพย์ พิมพ์ Hi กลับมาได้ ผู้ชมในห้องส่ง ตบมือกันเกลียวกราว!!
นักการตลาดในสมัยนั้นถึงกับพูดกันว่า การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต คือจุดสิ้นสุดของไปรษณีย์! ไม่มีใครอีกแล้วที่จะส่งจดหมายกัน เพราะส่งทางอินเทอร์เน็ตก็ได้ นักการตลาดบางท่านที่ล้ำมากๆ ก็พูดต่ออีกว่า ไม่ใช่แค่ไปรษณีย์เท่านั้นที่จะสูญพันธุ์ อาจจะหมายถึงเครื่องมือสื่อสารแบบโทรศัพท์ด้วย เพราะอินเทอร์เน็ต จะต้องถูกพัฒนาให้ส่งข้อมูลในรูปแบบเสียงได้แน่ๆ ไม่ใช่แค่ส่งเป็นตัวหนังสือแบบในยุคนั้น ดังนั้นคนจะเลิกใช้โทรศัพท์แล้วหันมาใช้อินเทอร์เน็ตสื่อสารแทนเพราะว่าราคาจะถูกกว่ามาก
ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เรารู้กัน ไปรษณีย์ยังอยู่...ไม่สูญพันธ์ แถมยังโตมากกว่าเดิมอีก เพราะการเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตเป็นที่มาของธุรกิจ E-commerce ซึ่งทำให้ไปรษณีย์ต้องวุ่นวายในการจัดส่งสินค้ามากมายกว่าเดิม
โทรศัพท์ก็เช่นเดียวกันยังอยู่รอดปลอดภัยคนยังไม่เลิกใช้ เพราะตอนนี้อินเทอร์เน็ตกับโทรศัพท์ สามารถเชื่อมต่อถึงกัน กลายเป็น "สมาร์ทโฟน"แบบที่พวกเราเสพติดชนิดห่างกายไม่ได้
มาถึงจุดนี้ หลายๆคนอาจจะงงว่า "โซวบักท้ง" มาเล่าเรื่องความหลัง โชว์ความแก่ให้ฟังทำไมกันเนี่ย? มันเกี่ยวอะไรกับเรื่อง Mobile First, Mobile Only
จริงๆ ผมอยากให้ทุกคนเห็นภาพคร่าวๆ ของการพัฒนาของเทคโนโลยี ของสื่อในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต จนถึงบัจจุบัน ทุกๆครั้งๆ ที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้น จะมีการตื่นตระหนก ตื่นเต้นกันยกใหญ่ เช่นพอมีวีดิโอก็บอกว่าโทรทัศน์จะหาย, พอมีโทรศัพท์ก็บอกว่าไปรษณีย์จะไม่มี , พอมีอินเทอร์เน็ตก็บอกว่าจะมาโทรศัพท์จะสูญพันธุ์
ล่าสุดจะบอกว่าสมาร์ทโฟนจะทำให้ "เดสก์ท็อป"หรือ"ทีวี"หายไป!
หากย้อนดูจากประวัติศาสตร์ จะพบว่าเวลามีเทคโนโลยีใหม่ๆ สื่อรูปแบบเก่าๆ ก็ไม่ได้ถึงขนาดสูญพันธุ์ไปเลย มันยังคงมีอยู่แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญลง หรือปรับสภาพไปตามพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อในยุคนั้นๆ ที่สำคัญตัวสื่อเองก็จะมีการอัพเกรดตัวเองขึ้นมาตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปด้วย มันไม่ได้จะสูญพันธุ์หรือเลิกใช้กันไปเลยแบบง่ายๆ
เกิดเป็นมนุษย์ดิจิทัลนั้นแสนลำบากครับ ต้องไวต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง แต่ไม่ควรตื่นตระหนก จนลืมมอง“บัจจุบัน”ที่เป็นจริง






