“ส.ว. สรรหา” กับ “อำนาจพิเศษห้าปี”
และ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” กลายเป็นประเด็นถกแถลงกัน ในแวดวงคนมีอำนาจและคนอยากมีอำนาจระหว่างนี้
ความเห็นประชาชนส่วนใหญ่และชาวบ้านทั่วไป ยังไม่ปรากฏชัดเจนเพราะกระบวนการการเมืองไทยเรา แม้จะเปลี่ยนการปกครองมาแล้ว 84 ปีก็ยังไม่มีกลไกชัดเจนที่จะสะท้อนถึงความคิดเห็นของ “เสียงเงียบงันของคนส่วนใหญ่” หรือ Silent Majority ได้
ที่เราได้ยินได้เห็นได้ฟังกันทุกวันนี้ ล้วนเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างคนกลุ่มที่อยู่ในอำนาจ และที่ต้องการจะกลับมามีอำนาจที่ผ่านสื่อ ซึ่งเน้นหนักสะท้อนความเห็นของกลุ่ม “คนเสียงดัง” และมีตำแหน่งแห่งหนในสังคมเสียเป็นส่วนใหญ่
ข่าวที่สื่อนำเสนอมักจะเป็นการขยายเสียงของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในสังคม เปลี่ยนแต่หน้าแต่ไม่เปลี่ยนโครงการแห่งอำนาจเดิม ๆ ที่ยังไม่สามารถกรองลงไปถึงระดับกลางและล่างได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพแต่อย่างไร
คำว่า “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูที่วางอยู่บนหิ้ง สำหรับคนทุกกลุ่มที่เข้ามามีอำนาจ หรือต้องการจะหวนกลับมามีอำนาจ หรือกำลังแสวงหาช่องว่างที่จะเบียดเสียดเข้ามามีอำนาจเท่านั้น
ไม่มีคนมีอำนาจหรือต้องการอำนาจเอาจริงเอาจัง กับการนำเอาสองเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังแต่อย่างใด
วิวาทะที่เราได้ยินอยู่ในขณะนี้ จึงไม่ใช่การรวมพลังเพื่อนำไปสู่การพลิกฟื้นประเทศไทย ให้หลุดออกจากวิกฤตที่ฝังกลบเรามากว่าสิบปี หากแต่เป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลวของกลไกสังคม ในการที่จะฝ่าข้ามอุปสรรคขวากหนามมากมายที่ขวางอยู่
เป็นขวากหนามที่ต่างคนต่างวางเพื่อสกัดอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น มิได้มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาส่วนรวม เพื่อการกู้ชาติบ้านเมืองจากภยันตรายที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาเลย
การถกแถลงรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง “นายกฯคนนอก” หรือ “ส.ว. สรรหา” หรือ “อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” รวมไปถึง “อำนาจพิเศษ” ที่จะกำหนดไว้ในเฉพาะกาล ล้วนแล้วแต่เกิดจากความสงสัยคลางแคลงของแต่ละฝ่าย ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบในการประลองกำลังทางการเมือง เมื่อเปิดประตูให้มีการชิงชัยทางการเมืองอีกครั้ง
ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าหากไม่มี “กลไกพิเศษ” เมื่อเปิดประตูอ้าซ่าให้มีการแข่งขันทางการเมืองอีกรอบ หากเกิดความรุนแรงวุ่นวายเหมือนก่อนรัฐประหารอีก ใครจะรับรองว่าบ้านเมืองจะไม่เข้าสู่กลียุค?
อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าการเขียนเนื้อหาให้มี “อำนาจพิเศษ” เช่นนี้ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่ากลุ่มอำนาจปัจจุบันต้องการจะ “สืบทอดอำนาจ” ต่อไป
คนไทยที่ไม่ได้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ และไม่ถือว่าตัวเองถือหางกลุ่มอำนาจใด เพียงต้องการให้บ้านเมืองฟื้นจากภาวะถดถอยไร้ความหวังก็คงจะต้องการเห็นการ “ปฏิรูป” ที่แท้จริง และ “ความปรองดอง” ที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่เป็นเพียงการต่อรองระหว่างขั้วอำนาจอย่างที่เห็น
ถามคนทั่วไป ผมเชื่อว่าผู้คนต้องการ “ประชาธิปไตย” ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน มิใช่เฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจหรือแย่งชิงอำนาจกันอยู่
ผมเชื่อว่าสิ่งที่คนไทยไม่ต้องการคือวงจร “เลือกตั้งแล้วรัฐประหาร รัฐประหารแล้วเลือกตั้ง” อย่างที่เป็นมาแล้วกว่า 80 ปี
ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการ “นักการเมืองน้ำเน่า” ที่วนเวียนอยู่ในวงการเมือง โกงกินบ้านเมืองแล้วยังมีคนเชิดหน้าชูตาอยู่ เพราะค่านิยมชื่นชมคนรวยแต่ไม่สนใจจริยธรรม
ผมเชื่อว่าแม้ทหารจะพยายาม “สืบทอดอำนาจ” ก็ไม่อาจจะทำได้หากไม่มีความชัดเจน ว่าจะส่งต่ออำนาจไปให้ประชาชนอย่างจริงใจอย่างไร ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน หรือไม่ทำให้เกิดการ “ปฏิรูป” ในเรื่องสำคัญ ๆ ตามที่ได้รับปากเมื่อยึดอำนาจ
ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็น “ประชาธิปไตย” อย่างไร ก็ไม่เกิดผลทางปฏิบัติ หากวงจรแห่งทุนสามานย์และความบ้าอำนาจยังทำให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ดิ้นรนต่อสู้ด้วยวิธีการของ “ศรีธนญชัย” และพร้อมที่จะอ้างประชาชนและประชาธิปไตย เพียงเพื่อตนหรือกลุ่มตนจะได้เข้ามาเสวยอำนาจ
ท้ายสุดประเด็นที่ถกเถียงกันวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกฯคนนอก ส.ว. สรรหา หรืออำนาจพิเศษก็ล้วนเป็นปลายเหตุของต้นตอแห่งปัญหาที่ยังไม่เห็นทางออกอย่างจริงจัง
นั่นคือพลเมืองจะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยความหมายของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้อย่างไร








