วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ที่ถกแถลงกันอยู่ขณะนี้ ล้วนเป็นอาการของโรคเรื้อรัง

“ส.ว. สรรหา” กับ “อำนาจพิเศษห้าปี”

 และ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” กลายเป็นประเด็นถกแถลงกัน ในแวดวงคนมีอำนาจและคนอยากมีอำนาจระหว่างนี้

ความเห็นประชาชนส่วนใหญ่และชาวบ้านทั่วไป ยังไม่ปรากฏชัดเจนเพราะกระบวนการการเมืองไทยเรา แม้จะเปลี่ยนการปกครองมาแล้ว 84 ปีก็ยังไม่มีกลไกชัดเจนที่จะสะท้อนถึงความคิดเห็นของ “เสียงเงียบงันของคนส่วนใหญ่” หรือ Silent Majority ได้

ที่เราได้ยินได้เห็นได้ฟังกันทุกวันนี้ ล้วนเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างคนกลุ่มที่อยู่ในอำนาจ และที่ต้องการจะกลับมามีอำนาจที่ผ่านสื่อ ซึ่งเน้นหนักสะท้อนความเห็นของกลุ่ม “คนเสียงดัง” และมีตำแหน่งแห่งหนในสังคมเสียเป็นส่วนใหญ่

ข่าวที่สื่อนำเสนอมักจะเป็นการขยายเสียงของกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในสังคม เปลี่ยนแต่หน้าแต่ไม่เปลี่ยนโครงการแห่งอำนาจเดิม ๆ ที่ยังไม่สามารถกรองลงไปถึงระดับกลางและล่างได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพแต่อย่างไร

คำว่า “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” เป็นเพียงถ้อยคำสวยหรูที่วางอยู่บนหิ้ง สำหรับคนทุกกลุ่มที่เข้ามามีอำนาจ หรือต้องการจะหวนกลับมามีอำนาจ หรือกำลังแสวงหาช่องว่างที่จะเบียดเสียดเข้ามามีอำนาจเท่านั้น

ไม่มีคนมีอำนาจหรือต้องการอำนาจเอาจริงเอาจัง กับการนำเอาสองเรื่องนี้ไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังแต่อย่างใด

วิวาทะที่เราได้ยินอยู่ในขณะนี้ จึงไม่ใช่การรวมพลังเพื่อนำไปสู่การพลิกฟื้นประเทศไทย ให้หลุดออกจากวิกฤตที่ฝังกลบเรามากว่าสิบปี หากแต่เป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลวของกลไกสังคม ในการที่จะฝ่าข้ามอุปสรรคขวากหนามมากมายที่ขวางอยู่

เป็นขวากหนามที่ต่างคนต่างวางเพื่อสกัดอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น มิได้มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาส่วนรวม เพื่อการกู้ชาติบ้านเมืองจากภยันตรายที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาเลย

การถกแถลงรายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง “นายกฯคนนอก” หรือ “ส.ว. สรรหา” หรือ “อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” รวมไปถึง “อำนาจพิเศษ” ที่จะกำหนดไว้ในเฉพาะกาล ล้วนแล้วแต่เกิดจากความสงสัยคลางแคลงของแต่ละฝ่าย ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะได้เปรียบในการประลองกำลังทางการเมือง เมื่อเปิดประตูให้มีการชิงชัยทางการเมืองอีกครั้ง

ฝ่ายหนึ่งอ้างว่าหากไม่มี “กลไกพิเศษ” เมื่อเปิดประตูอ้าซ่าให้มีการแข่งขันทางการเมืองอีกรอบ หากเกิดความรุนแรงวุ่นวายเหมือนก่อนรัฐประหารอีก ใครจะรับรองว่าบ้านเมืองจะไม่เข้าสู่กลียุค?

อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าการเขียนเนื้อหาให้มี “อำนาจพิเศษ” เช่นนี้ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่ากลุ่มอำนาจปัจจุบันต้องการจะ “สืบทอดอำนาจ” ต่อไป

คนไทยที่ไม่ได้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ และไม่ถือว่าตัวเองถือหางกลุ่มอำนาจใด เพียงต้องการให้บ้านเมืองฟื้นจากภาวะถดถอยไร้ความหวังก็คงจะต้องการเห็นการ “ปฏิรูป” ที่แท้จริง และ “ความปรองดอง” ที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่เป็นเพียงการต่อรองระหว่างขั้วอำนาจอย่างที่เห็น

ถามคนทั่วไป ผมเชื่อว่าผู้คนต้องการ “ประชาธิปไตย” ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในทุกภาคส่วน มิใช่เฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจหรือแย่งชิงอำนาจกันอยู่

ผมเชื่อว่าสิ่งที่คนไทยไม่ต้องการคือวงจร “เลือกตั้งแล้วรัฐประหาร รัฐประหารแล้วเลือกตั้ง” อย่างที่เป็นมาแล้วกว่า 80 ปี

ผมเชื่อว่าคนไทยไม่ต้องการ “นักการเมืองน้ำเน่า” ที่วนเวียนอยู่ในวงการเมือง โกงกินบ้านเมืองแล้วยังมีคนเชิดหน้าชูตาอยู่ เพราะค่านิยมชื่นชมคนรวยแต่ไม่สนใจจริยธรรม

ผมเชื่อว่าแม้ทหารจะพยายาม “สืบทอดอำนาจ” ก็ไม่อาจจะทำได้หากไม่มีความชัดเจน ว่าจะส่งต่ออำนาจไปให้ประชาชนอย่างจริงใจอย่างไร ภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน หรือไม่ทำให้เกิดการ “ปฏิรูป” ในเรื่องสำคัญ ๆ ตามที่ได้รับปากเมื่อยึดอำนาจ

ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญให้เป็น “ประชาธิปไตย” อย่างไร ก็ไม่เกิดผลทางปฏิบัติ หากวงจรแห่งทุนสามานย์และความบ้าอำนาจยังทำให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ดิ้นรนต่อสู้ด้วยวิธีการของ “ศรีธนญชัย” และพร้อมที่จะอ้างประชาชนและประชาธิปไตย เพียงเพื่อตนหรือกลุ่มตนจะได้เข้ามาเสวยอำนาจ

ท้ายสุดประเด็นที่ถกเถียงกันวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกฯคนนอก ส.ว. สรรหา หรืออำนาจพิเศษก็ล้วนเป็นปลายเหตุของต้นตอแห่งปัญหาที่ยังไม่เห็นทางออกอย่างจริงจัง

นั่นคือพลเมืองจะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยความหมายของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้อย่างไร