มักมีผู้คนพูดเสมอว่า “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายกฎหมายคือ “เนติบริกร” ให้กับรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมาตลอด อาจเป็นเพราะมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายเป็นอย่างดี มาถึงรัฐบาลยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้านกฎหมายอย่างชัดเจนในหลายๆ เรื่อง
หากมองย้อนไปที่ วิษณุ สมัยก่อนเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นที่ปรึกษา พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก สมัยเป็นผู้บัญชาการทหารบก
เริ่มเข้ามาสู่ถนนการเมืองในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงนั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกดึงออกจากรั้วมหาวิทยาลัย
จากนั้นสมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี วิษณุ ก็ถูกเรียกใช้ให้เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จากนั้นได้ร่วมงานทางการเมืองอีกครั้งในรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร คราวนี้ขึ้นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานด้านกฎหมายของรัฐบาลเต็มๆ เรียกว่าเป็น “มือกฎหมาย” มาโดยตลอด
เช่นเดียวกับรัฐบาลยุคคสช. วิษณุ ยังได้รับความไว้วางใจให้ดูแลด้านกฎหมายเช่นเคย พร้อมรับผิดชอบงานด้านกระทรวงยุติธรรม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์กรมหาชน)
เมื่อเป็นมือกฎหมายสำคัญ วิษณุ จำเป็นต้องรอบรู้ด้านกฎหมายทั้งหมด รวมไปถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำลังเป็นเผือกร้อนเวลานี้ วิษณุ ย่อมปฏิเสธความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ไม่ได้
ว่ากันว่า เวลานี้มือกฎหมายทั้ง มีชัย ฤชุพันธุ์, วิษณุ เครืองาม, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มักจะ “กอดคอ” พูดคุยกันเสมอถึงการร่างรัฐธรรมนูญ และไม่แปลกใจที่ทั้ง 3 คนจะต้องพูดคุยหรือมีเรื่องที่ต้องปรึกษาหารือร่วมกัน เพราะหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 58 ที่ยกร่างโดยกรรมาธิการยกร่างฯ นำโดยบวรศักดิ์ “ถูกคว่ำ” โดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำให้ต้องตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ สุดท้ายหวยออกที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่เป็นเรื่องยุ่งๆ อยู่อย่างทุกวันนี้
ความเหนื่อยล้าของวิษณุ วันนี้ไม่เพียงแต่เรื่องของความไม่ลงรอยในเรื่องของรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีความอ่อนล้าหลายๆ เรื่องที่กำลังเผชิญอยู่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปมการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ปมจดหมายน้อยขอให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์พักการลงโทษผู้ต้องขัง แม้“วิษณุ” พยายามออกมาชี้แจงที่มาที่ไปของจดหมายน้อยชิ้นนี้ แต่ดูเหมือนสังคมยังเกิดข้อข้องใจอยู่ไม่น้อย
จริงๆ เรื่องนี้น่าแปลกยิ่งนัก หากจดหมายน้อยชิ้นนี้ไม่มีอะไรที่เป็นสาระสำคัญมากนัก แล้วมันหลุดรอดออกมาได้อย่างไร หากไม่รั่วที่ “ต้นทาง” ก็ต้องรั่วที่ “ปลายทาง” แล้วเหตุไฉนถึงต้องเป็นอย่างนี้ มีเจตนาซ่อนเร้นอะไรบางอย่างอยู่หรือไม่
หลายคนที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกับวิษณุ วันนี้เชื่อว่า จะได้รับเสียงที่สะท้อนออกมาไม่ต่างกันมากนัก โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิด สามารถนั่งพูดคุยกันได้ สิ่งที่ผิดปกติและเริ่มออกมาหนาหูเวลานี้ นั่นคือ “เหนื่อย” มีการพูดกันยิ่งกว่านี้ บ้างก็พูดทำนอง “อยากพัก” เสียแล้วอย่างนั้น บางครั้งยังแอบๆ บ่นทำนอง มีแต่คนพูด พูดเยอะ พูดผิดๆ ตรงนี้หมายถึงใคร วิษณุ ย่อมรู้ดี
เอาละ..ในเมื่อลงเรือมาขนาดนี้แล้ว อยู่ไปเถอะท่าน เข้าใจดีในบางอารมณ์ ที่คนเรารู้สึกท้ออะไรบางอย่าง แล้วไม่อยากที่จะทำอะไรต่อไป แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาร่วมบริหารประเทศงานที่ยังต้องจัดการในฐานะมือกฎหมาย ต้องทำให้ถึงที่สุด ยังมีเรื่องที่ต้องรอการแก้อีกมากมาย
วันนี้แม้หลายฝ่ายจะบอกว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ในช่วง “ขาลง” เพราะมีเรื่องเข้ามารุมเร้าเอาเสียเหลือเกิน ที่หนักตอนนี้เห็นทีจะเป็นเรื่องคอร์รัปชัน รัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าทุกเรื่องน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
ใครที่ก้าวลงเรือมาแล้ว กรุณาอย่าถีบหัวเรือส่งก็แล้วกันในยามนี้!!






