ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับสนใจมากประเด็นหนึ่งคือ
การนำโครงการกระเช้าภูกระดึงขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง นอกจากข่าวต่างๆ และตามโซเชียลมีเดียแล้ว ผู้เขียนได้อ่านบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย ตีพิมพ์วันที่ 4 มี.ค. 2559 ในหนังสือพิมพ์กรุงเพทธุรกิจ จึงอยากนำเสนอมุมมองจากฝั่งนักวิชาการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมบ้าง
ก่อนอื่นอยากจะให้ข้อมูลของกระเช้าขึ้นภูกระดึงดังนี้ กระเช้าจะมีความยาว 3,675 เมตร มีเสาทั้งหมด 16 ต้น รวมแล้วพื้นที่ฐานของเสาทั้งหมดจะตัดป่าเพียง 3.65 ไร่ โดยอุปกรณ์ก่อสร้างทั้งหมดจะใช้การหย่อนลงด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไม่มีการตัดถนนเพื่อลำเลียงวัสดุ/อุปกรณ์ก่อสร้างและไม่มีการตัดป่าตามแนวกระเช้าเนื่องจากกระเช้าจะทำให้สูงพ้นแนวเรือนยอดไม้ให้ได้ชมวิวป่าไปด้วย ซึ่งในส่วนการสร้างและใช้งานกระเช้านี้ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมส่วนใหญ่ที่ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมา ไม่มีใครติดใจเป็นประเด็นการก่อสร้างและการใช้งานกระเช้านั้น มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ดังนั้นสิ่งที่กังวลคือการจัดการการท่องเที่ยวเมื่อมีกระเช้าแล้วมากกว่า
ในบทความเมื่อวันที่ 4 มี.ค.นั้น ดร.โสภณ ได้ยกตัวอย่างกระเช้าหลายแห่งที่มีการก่อสร้างในต่างประเทศว่า ก็มีการก่อสร้างได้ ข้าพเจ้าอยากชี้แจงให้เห็นถึงความแตกต่างของกระเช้าในแต่ละพื้นที่ เช่นกระเช้าลังกาวีนั้น ขึ้นไปแล้วมีการจัดสร้างสถานี มีจุดชมวิวและทางเดินศึกษาธรรมชาติที่ชัดเจนสภาพพื้นที่เป็นป่าเขาหินปูนที่สูงชันยากแก่การออกนอกเส้นทางที่จัดไว้ให้ ส่วนกระเช้าดานังนั้นก็มีจุดหมายเป็นโครงการรีสอร์ทขนาดใหญ่ ไม่ใช่กระเช้าที่ส่งนักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินโดยไม่มีการควบคุมในเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความเปราะบางอย่างในกรณีของภูกระดึง
ภูกระดึงนั้นเป็นอุทยานแห่งชาติที่ได้รับการประกาศเป็นแห่งที่สองของประเทศไทย ซึ่งจุดประสงค์หลักของอุทยานแห่งชาตินั้น ชัดเจนว่าคือการรักษาธรรมชาติให้มีความยั่งยืน ที่ผ่านมาการเข้าไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติของไทย ไม่เคยมีการจำกัดจำนวนผู้เข้า ในกรณีของภูกระดึง ถูกจำกัดไว้ด้วยธรรมชาติเนื่องจากต้องเดินขึ้น และมีการปิดอุทยานไม่ให้ขึ้นในช่วงฤดูฝน ซึ่งจากการสอบถามนักท่องเที่ยวในกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (siamensis.org) ถึงสภาพของภูกระดึงของคนที่ไปมาหลายๆ ครั้ง ก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าโทรมลงเรื่อยๆ การมีกระเช้าซึ่งจะทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้นจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าภูกระดึงจะเป็นอย่างไร
ข้อมูลจากรายงานการศึกษาขั้นกลาง หัวข้อโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์บริหารวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นผู้ว่าจ้างนั้น พบว่ามีการเสนอให้ เปิดให้มีการท่องเที่ยวภูกระดึงตลอดทั้งปี มีการพัฒนาร้านค้าและที่พักเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน และให้มีการจัดสร้างศูนย์การศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติบนภูกระดึง โดยขาดรายละเอียดและแผนงานของโครงการก่อสร้างที่มีการเสนอ เช่นจะมีร้านค้าเพิ่มอีกกี่แห่ง ที่พักเพิ่มอีกกี่หลัง รูปแบบของศูนย์การเรียนรู้ฯที่จะก่อสร้างจะเป็นอย่างไร ขนาดไหน? โดยการศึกษานั้นคาดการว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งที่ค้างคืนและไม่ค้างคืน ขึ้นภูกระดึงประมาณปีละ 250,000 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าจากจำนวนนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ยังไม่ชัดเจนว่า หน่วยงานใดจะเป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้างกระเช้าแห่งนี้ แต่จากตัวเลขที่ออกมา โดยเฉพาะจากการทำแบบสอบถามนักท่องเที่ยว พบว่าลำพังตัวกระเช้าเองไม่สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการจนคุ้มทุนค่าก่อสร้างที่ประมาณ 600 ล้านบาทได้ เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวบนภูกระดึงนั้นอยู่ห่างจากสถานีกระเช้าออกไปมาก และขาดสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มที่จะขึ้นไปไม่นาน เช่น ขึ้นไปชมวิวหรือนั่งกินอาหาร ดังเช่นกระเช้าหลายๆ แห่งในต่างประเทศมี
ทางการศึกษาโครงการจึงมีความพยายามที่จะใส่สิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมลงไปเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างรายได้ แต่เนื่องด้วยสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งบนภูกระดึงนั้น ต้องเดินเป็นระยะทางไกลจึงน่าสนใจว่าถ้าหากนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ไม่สามารถเดินขึ้นภูกระดึงได้ เช่น ผู้สูงอายุ และเด็ก นั่งกระเช้าขึ้นมาถึงสถานีด้านบนภูกระดึงแล้ว จะมีการจัดการอย่างไรต่อไป จะตัดถนนใหม่ไหม? มีรถบริการหรือจะให้เดิน? ซึ่งถ้าหากมีการจัดการเหล่านี้ไม่ดี ข้าพเจ้าคิดว่านอกจากตัวโครงการกระเช้าเองมีโอกาสเสี่ยงที่จะขาดทุนสูงแล้ว การปล่อยให้นักท่องเที่ยวที่ไม่พร้อมขึ้นมาบนภูกระดึงโดยขาดการจัดการที่ดีจะเป็นภัยต่อทั้งตัวนักท่องเที่ยวเองและสิ่งแวดล้อม
จะเห็นว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงจึงไม่ใช่กระเช้า แต่เป็นกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นจากความพยายามจะให้โครงการกระเช้านั้นอยู่รอดได้ โดยการรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น และการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นบนภูกระดึง โดยในปัจจุบันยังขาดแผนงานที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกระแสการต่อต้านโครงการกระเช้าออกมา เนื่องจากเป็นห่วงสิ่งแวดล้อมที่สวยงามและเปราะบางบนภูกระดึง เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งเดียวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาที่ภูกระดึงก็คือความสวยงามของธรรมชาติ ถ้าหากความสวยงามบนภูกระดึงถูกทำลายไป จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เน้นแต่ปริมาณโดยขาดการควบคุมที่ดีเช่นในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่งในประเทศไทย ในที่สุดแล้วก็จะไม่มีใครมาเที่ยวภูกระดึง และกลุ่มบุคคลที่จะเดือดร้อนก็คือชาวบ้านในพื้นที่
แนวทางในวันนี้ นักวิชาการทางด้านสิ่งแวดล้อมเองไม่ได้ขออะไรมากไปกว่า ความชัดเจนของโครงการ ว่าจะทำอะไรบ้าง? เมื่อไหร่? อย่างไร? จะมีการบริหารนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปอย่างไร? เพื่อให้มีการพิจารณาร่วมกันหลายๆ ฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อความยั่งยืนของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติของทุกคนในชาติครับ
----------------------
ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์
ใช้รูปท่องเที่ยวภูกระดึง






