เกือบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคำพิพากษาคดีหนึ่ง
ที่น่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างมาก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันเท่าใดนัก นั่นก็คือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีเสนอสินบนให้กับตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย
เรื่องนี้เกิดขึ้นเกือบ 10 ปีมาแล้ว สรุปง่ายๆ คือมีการกล่าวหา พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อดีตตำรวจ ว่าเป็นผู้เสนอสินบนเป็นเงินหลายสิบล้านบาทให้กับ ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้ช่วยเหลือในคดียุบ ต่อมาเมื่อเรื่องราวปรากฏเป็นคดีความขึ้นมา พ.ต.อ.ชาญชัย อ้างว่าพูดเล่น เพราะเป็นเพื่อนเรียนนิติศาสตร์รุ่นเดียวกัน แต่ ม.ล.ไกรฤกษ์ ยืนยันว่า พ.ต.อ.ชาญชัย มีเจตนาเสนอสินบนจริง จึงต่อสู้คดีกันเรื่อยมา
สุดท้ายศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือให้ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา (แก้โทษจาก 3 ปีเหลือ 2 ปี)
คดีนี้มีประเด็นน่าศึกษาหลายประเด็น เช่น ประเด็นทางกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานบอกเล่า ซึ่งมิได้ต้องห้ามรับฟังเสมอไปดังที่หลายคนเข้าใจ เพราะพยานโจทก์หลายคนในคดีนี้เป็นพยานบอกเล่า แต่ศาลก็รับฟังและให้น้ำหนัก โดยพิจารณาประกอบกับปัจจัยอื่นๆ
นอกจากนั้นยังมีเหตุผลในคำพิพากษาที่ยืนยัน “ไม่รอลงอาญา” ตามที่จำเลยขอความเมตตา โดยศาลให้เหตุผลเอาไว้อย่างน่าฟังว่า “จำเลยเคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการอันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมมาก่อน แต่กลับมากระทำความผิดเสียเอง นอกจากจะมีผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันศาล และชื่อเสียงเกียรติภูมิของบุคคลซึ่งทำหน้าที่เป็นตุลาการ ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจ ขาดความเชื่อถือศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างมาในอุทธรณ์ก็ตาม ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย”
คดีนี้นักกฎหมายหลายคนมองว่าน่าจะ “ถึงที่สุดแล้ว” เพราะอาจเข้าข่าย “ต้องห้ามฎีกา” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เนื่องจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ซึ่งห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนปัญหาข้อกฎหมายไม่มีประเด็นให้ฎีกา เนื่องจากคดีไม่ได้มีปัญหาข้อกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ก็เปิดช่องเอาไว้ว่า หากมีผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ลงชื่อรับรองในฎีกา ก็ให้ศาลฎีการับไว้พิจารณาได้
แต่ที่สุดแล้วก็มีหลายเสียงตั้งคำถามว่า ถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยยังจะอยู่ฟังรอฟังคำพิพากษาหรือไม่ เพราะหลายๆ คดีที่เกี่ยวกับการเมือง มักได้แต่อ่านคำพิพากษา แต่ไม่มีตัวจำเลย
อีกข้อสังเกตหนึ่งที่เห็นกันชัดๆ ก็คือคดีเกิดมาแล้วเกือบ 10 ปี วันนี้คดียังไม่ถึงที่สุด แค่ชั้นอุทธรณ์ ยังไม่ฎีกา ก็แทบไม่มีใครจำได้ การที่กระบวนพิจารณาล่าช้า ทั้งๆ ที่คดีก็ไม่ได้มีความซับซ้อน ส่งผลให้เสียโอกาสในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับสังคมไปอย่างน่าเสียดาย
ขณะที่ ม.ล.ไกรฤกษ์ เอง ถึงวันนี้ก็แทบไม่มีใครพูดถึงท่าน ทั้งๆ ที่เป็นผู้พิพากษาระดับครูบาอาจารย์ มีวัตรปฏิบัติที่ดีงาม เป็นแบบอย่างให้กับผู้พิพากษารุ่นต่อๆ มา โดยหลังจากร่วมพิพากษาคดียุบพรรคไทยรักไทย ก็ไม่ร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาคดีอื่นใด ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนี้อีกเลย แม้ได้รับการเสนอชื่อก็สละสิทธิ์...
นี่คือความงดงามในกระบวนการยุติธรรมไทยที่ยังมีอยู่ แต่ถูกบดบังด้วยความล่าช้าในแง่กระบวนการ และการจงใจบิดเบือนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง









