ข่าวเกรียวกราวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นการบุกปล้นปืน
ย่านวังบูรพา โดยมีผู้ต้องหาเป็นชาวจีน 3-4 ราย ที่ฝ่ายความมั่นคงต้องติดตามใกล้ชิดที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
ระยะหลังมานี้ชาวจีนเข้ามาในไทยเยอะมากในรูปแบบต่างๆ ทั้งมาท่องเที่ยว อาศัย มาทำธุรกิจและใช้นอมินีคนไทยทำธุรกิจ ทั้งล้งผลไม้ในภาคตะวันออก จนกระทั่งธุรกิจท่องเที่ยวในเชียงใหม่ ที่สมาคมมัคคุเทศก์ออกมาร้อง ขอให้ทางการเข้าตรวจสอบนอมินีธุรกิจท่องเที่ยว และเกี่ยวเนื่องเพราะกระทบกับธุรกิจและอาชีพของคนไทย
เคยเขียนถึงการจัดการกับปัญหา “นอมินี” ที่มีคนไทยคอยให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าว แล้วแอบเข้ามาทำธุรกิจสงวนสำหรับคนไทยไปแล้วก่อนหน้านี้
ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้วางแผนงานและแนวทางการจัดการปัญหา โดยธุรกิจท่องเที่ยว ได้ทำงานร่วมกับกรมการท่องเที่ยว และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปติดตามและตรวจสอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการร้องเรียน เมื่อตรวจพบทำผิด ก็จะร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดการทันที ถ้าพบว่าเป็นธุรกิจที่คนไทยเป็นนอมินีให้ ก็ส่งให้ดีเอสไอสอบเชิงลึกต่อ และส่งกรมสรรพากรตรวจสอบภาษี
ส่วนล้งผลไม้ หรือที่เข้ามาทำธุรกิจคัดแยกผลไม้ ได้เข้าไปตรวจสอบ ซึ่งในส่วนของล้งที่เข้ามาคัดแยกผลไม้แล้วทำการส่งออก สามารถทำได้ เพราะอยู่ในบัญชี 3 แนบท้ายพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งไม่ได้ห้ามไว้ แต่ถ้าพบว่า คัดแยกผลไม้แล้วเอาแต่ส่วนที่ดี ส่วนที่มีคุณภาพส่งออก แล้วส่วนที่ตกเกรด เอามาขายในไทย แบบนี้ทำไม่ได้ กระทบกับธุรกิจของคนไทย
ผู้รับผิดชอบฝ่ายรัฐ ดูจะไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการติดตาม ตรวจสอบ
แต่การจัดการกับปัญหานอมินี ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นปลายทาง การแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ใช้มากว่า 16 ปี คงถึงเวลาต้องสังคายนาครั้งใหญ่
ปัจจุบันยังมีความไม่ชัดเจนในเรื่องของคำนิยาม “คนต่างด้าว” ว่า การทำธุรกิจแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นธุรกิจของคนต่างด้าว เพราะคำนิยามไม่ชัดเจน ทำให้คนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทยได้ง่าย แม้ว่าจะถือหุ้นไม่เกิน 49%แต่ก็มีสิทธิมีเสียงในการบริหารกิจการได้มากกว่า ตรงนี้ไม่น่าจะปล่อยต่อไป แต่ต้องทำให้การกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นมีความหมาย
ผ่องพรรณ บอกว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย เพราะมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาว่าอะไรที่เป็นปัญหา และควรจะปรับปรุงตรงจุดไหนบ้าง ซึ่งจะทำควบคู่ไปกับการพิจารณาทบทวนบัญชีแนบท้ายกฎหมาย ทั้งบัญชี 1 , 2 และ 3 ที่จะมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าธุรกิจไหนจะเปิดเสรี ธุรกิจไหนจะสงวนไว้ โดยมีหลักอะไรที่คนไทยแข่งขันได้ หรือมีกฎหมายเฉพาะดูแล ก็จะเปิดเสรี เพื่อสร้างการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน
คณะกรรมการ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่จะประชุมเดือนนี้ จะมีีการทบทวนเพื่อเปิดเสรีธุรกิจให้คนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้นอีก 3 ธุรกิจบริการ ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและจำเป็นต่อธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจบริการเป็นสำนักงานผู้แทนและสำนักงานภูมิภาค ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ส่วนธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม ขอพิจารณาก่อน เพราะอาจเป็นช่องทางให้บางบริษัทให้บริษัทในเครือเช่าพื้นที่ หรือให้กู้ยืม แล้วไม่ยอมจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นหรือเลี่ยงภาษีได้
คณะกรรมการฯอาจจะมีการหารือกันเรื่องแก้กฎหมาย ที่ต้องศึกษาผลดี ผลเสียให้รอบด้าน เพราะถ้าแก้ไขให้กฎหมายเข้มงวดมาก ก็อาจปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ถ้าเปิดเสรีมากเกินไป จะกระทบกับผู้ประกอบการไทย
ต้องหาทางชั่งน้ำหนักระหว่าง 2ส่วนนี้ ที่สำคัญต้องยึดกติกาสากลเป็นหลัก
แก้ปัญหานอมินีและเดินตามบทบัญญัตของกฎหมาย
ไม่ปฎิเสธชาติหนึ่งชาติใด ถ้าเข้ามาในลู่ทางและอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง









