สัญญาณเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ ไหลเข้าซื้อหุ้นไทย
สูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง โดยเฉพาะวันพฤหัสบดีเพียงวันเดียว ที่มีการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในวงเงินถึง 5,180 ล้านบาท โดยแรงซื้อหุ้นของต่างชาติส่งผลให้ค่าเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 35.41 บาทต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ถัดมา เป็นภาพสะท้อนว่าเงินร้อนจากต่างชาติระลอกใหม่กำลังไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย ซึ่งไม่เพียงแต่การเข้าซื้อในตลาดหุ้นไทย แต่ยังมีเม็ดเงินอีกส่วนที่ไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยด้วย จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยเฉพาะในตลาดบอนด์ มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาตั้งแต่เดือนม.ค.จำนวน 689 ล้านดอลลาร์ หรือราว 25,000 ล้านบาท แต่ที่ตลาดหุ้นยังคงมีเงินทุนต่างชาติไหลออกอยู่ถึง 468 ล้านดอลลาร์ หรือราว 17,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการเข้ามาซื้อหุ้นให้เห็นชัดเจนในเดือนมี.ค.นี้เอง ทั้งนี้มีรายงานอีกว่า กระแสเงินทุนจากต่างชาติครั้งนี้ไม่ได้ไหลเข้าไทยเพียงประเทศเดือย แต่เริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ได้เห็นจากการไหลเข้าของเงินต่างชาติ เป็นการซื้อหุ้นสุทธิในภูมิภาคในปริมาณที่สูงถึง 1,118 ล้านดอลลาร์
การเข้าลงทุนเมื่อวันพฤหัสบดีนับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยเป็นการซื้อสุทธิในหุ้น 5 ประเทศของเอเชีย ที่ประกอบด้วยเกาหลีใต้มีจำนวนซื้อสุทธิ 444 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยไต้หวันซื้อสุทธิราว 437 ล้านดอลลาร์ ในอินโดนีเซียมีการซื้อสุทธิ 74 ล้านดอลลาร์ ที่ฟิลิปปินส์ซื้อสุทธิราว 18 ล้านดอลลาร์ และหุ้นไทยเป็นการซื้อสุทธิค่อนข้างสูงถึง 146 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2556 เป็นต้นมา แต่การเข้าซื้อสุทธินับจากต้นปีจนถึงวันนี้ยังคงพลิกไปมา เมื่อรวม 3 วันซื้อขายในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิรวมกันกว่า 12,000 ล้านบาท โดยเม็ดเงินต่างชาติที่เข้ามามีความเป็นไปได้ใน 2 กระแส คือกระแสหนึ่งเป็นเงินร้อนที่เข้ามาหวังผลตอนแทนที่กว่าอาจจะเป็นช่วงระยะ 2-3 เดือน หรืออาจจะเป็นเม็ดเงินเก่าที่เคยเข้ามาลงทุน แต่ไหลออกไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากลับเข้ามาใหม่ ทั้งนี้จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สรุปว่า เม็ดเงินต่างชาติที่ไหลออกจากหุ้นไทยในปี 2558 มีสูงถึง 6,240 ล้านดอลลาร์ และปี 2557 ไหลออกไป 5,811 ล้านดอลลาร์
เมื่อมองภาพการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทย นับเป็นความผันผวนที่เชื่อมโยง กับการเคลื่อนไหวของตลาดทุนทั่วโลก และการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มต้นปี 2016 ตลาดการเงินโลกก็ผันผวนอย่างมาก จากการเทขายหุ้นจีนต่อเนื่องจนดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ดิ่งลงเกือบ 50% จากจุดพีคเดือน พ.ค.ปีก่อน การเทขายหุ้นจีนเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของการซื้อขายในเดือนม.ค.จนทางการจีนต้องหยุดการซื้อขายหุ้น 2 วัน ทำให้ทางการจีนต้องประกาศทำศึกกับกองทุนเก็งกำไรเฮดจ์ฟันด์ที่นำโดยพ่อมดการเงินจอร์จ โซรอส ที่ดั๊มพ์ขายหุ้นจีนอย่างหนัก ต่อมาอาการช๊อคก็เกิดจากตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือน ธ.ค.ปีก่อนที่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ระดับ 48 และตอกย้ำการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องของราคาน้ำมันที่ร่วงลงต่ำสุดในรอบ 12 ปี ทำให้มีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกจนกระทบถึงตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงการตอกย้ำจากธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบในเดือนก.พ. หวังให้เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับส่งผลให้อัตราผลตอบแทนในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีติดลบ 0.05% หรือบอนด์รัฐบาลเยอรมัน 10 ปีที่ให้ผลตอบแทนเพียง 0.2%
ทำให้นักลงทุนทั่วโลกยิ่งห่วงในภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลก ยิ่งเมื่อธนาคารกลางอีกหลายประเทศในภูมิภาคต่างๆ หันมาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ ทำให้ตลาดบอนด์เกิดความปั่นป่วน เมื่อปริมาณการซื้อขายบอนด์ที่มีอัตราผลตอบแทนติดลบมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่ความกังวลของนักลงทุน ได้ครอบคลุมไปถึงความสามารถของทางการ ที่จะดูแลเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะเงินฝืด และเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งล้วนแต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวนต่อเนื่องทั้งเดือนก.พ. ภาพลบต่างๆ ดังกล่าว จึงนำมาสู่การปรับพอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจต่างๆ มีการลดกิจกรรมธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยง ในที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกปรับตัวลดลง โดยหากทั้งธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่น มีการทำคิวอีเพิ่มเติมให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในเดือนมี.ค.ในการประชุมที่จะมีขึ้นช่วงกลางเดือนนี้แล้ว เชื่อได้ว่าจะส่งผลให้ผลตอบแทนในบอนด์ของประเทศทั้ง 2 กลุ่มต้องปรับลดลงไปอีก แล้วในที่สุดความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นอีก






