อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (พ.ศ. 2459-2542) เป็นบุคคลสำคัญระดับยูเนสโกยอมรับที่แตกต่างจากคนไทยคนอื่นๆ
ที่ผ่านมา อ.ป๋วยมาจากครอบครัวสามัญชน ที่ก้าวถึงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารชาติ และตำแหน่งสำคัญอื่นๆ ด้วยความสามารถส่วนตัว ไม่ใช่ด้วยชาติกำเนิด เป็นนักศึกษาปริญญาเอกในอังกฤษผู้รักชาติ เข้าร่วมเสรีไทย เสี่ยงชีวิตแอบเข้ามาทำงานต่อต้านญี่ปุ่นที่ยึดครองไทยอยู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นนักเศรษฐศาสตร์และผู้ว่าการธนาคารชาติ ผู้ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของไทยช่วงหลังสงครามจนถึงปี 2514 ให้เติบโตอย่างมาก เป็นปัญญาชนอิสระผู้วิพากษ์วิจารณ์ ผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปในทางสันติประชาธรรม ตั้งแต่ช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์นักศึกษาประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516
อ.ป๋วยเป็นนักวิชาชีพที่ซื่อตรง มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เป็นนักอุดมคติเพื่อมุ่งพัฒนาส่วนรวมมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน สนใจเรียนรู้และกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ กล้าวิจารณ์ความผิดพลาดในอดีตของตนเอง (ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่มองข้ามเรื่องความเป็นธรรมและการพัฒนาสังคม) เป็นคนสมถะเรียบง่าย มีความเป็นมนุษย์สูง เป็นคนพิเศษที่ยังคงเป็นคนธรรมดาตลอดชีวิตโดยไม่เสแสร้ง ไม่โอ้อวด แม้จะถูกกลุ่มขวาจัด โจมตีขับไล่ จนต้องหลบออกไปลี้้ภัยในอังกฤษ อ.ป๋วยก็ไม่โอดครวญ แสดงความน้อยใจ หรือพูดแบบทวงบุญคุณ
อ.ป๋วยเป็นปัญญาชนรุ่นแรกๆ ที่ได้รับการฝึกอบรมให้มีความรู้ในเศรษฐศาสตร์แบบตะวันตก และได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เจริญเติบโตและทำให้ระบบธนาคารการเงินของไทยเป็นที่น่าเชื่อถือ
อ.ป๋วยเป็นคนที่มีความสามารถสูง มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติทางการเมืองที่ค่อนข้างประนีประนอม นุ่มนวล ทำให้ท่านประสบความสำเร็จในชีวิตการงานสูง สามารถไต่เต้าจากครอบครัวเชื้อสายจีนที่ค่อนข้างยากจน เป็นข้ารัฐการที่มีตำแหน่งและความรับผิดชอบสูง ทั้งด้านการคลัง การเงิน เป็นผู้ว่าธนาคารชาติที่เข้มแข็งที่สุด และเป็นสถาปนิกคนสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสมัยใหม่ของไทย ในช่วงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปี 2514
แม้ อ.ป๋วยจะเรียนมาเพื่อเป็นนักเศรษฐศาสตร์แนวกระแสหลัก แต่ตัวท่านเองกับมีมุมมองแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิกที่มองปัญหากว้าง เป็นคนรักความเป็นธรรม ทำให้ตั้งแต่ปี 2514 ท่านวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการพัฒนาแนวเติบโตแต่ไม่กระจายอย่างสมดุลนี้มากขึ้น
อ.ป๋วยยังเป็นผู้บริหารภาครัฐระดับสูงน้อยคนมากที่มองเห็นว่าที่การเมืองไทยยังล้าหลัง ไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะขาดการพัฒนาการศึกษาและการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมอ.ป๋วยจึงหันมาทำงานด้านการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาชนบทด้วยตัวของท่านเอง มาช่วยเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ในช่วงเย็นค่ำหลังเลิกงานที่ธนาคารชาติ ตั้งแต่ปี 2507 ท่านต้องการลาออกจากผู้ว่าธนาคารชาติมาเป็นคณบดีเต็มเวลา แต่รัฐบาลไม่ยอมให้ท่านลาออกเพราะต้องการพึ่งชื่อเสียงบารมีของท่านในฐานะผู้ว่าธนาคารชาติ
อ.ป๋วยกล้าวิจารณ์ตนเองว่ามุ่งพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจมากไปจนมองข้ามปัญหาทางสังคมที่เป็นผลตามมา ตั้งแต่ปี 2514 ท่านมองปัญหาเชิงวิจารณ์ระบบโครงสร้างการเมืองและการศึกษามากขึ้น พ.ศ.2514 คือปีที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารตัวเองล้มรัฐธรรมนูญและรัฐสภาที่ใช้มาแค่ 2 ปี อ.ป๋วยพูดและเขียนแบบวิพากษ์วิจารณ์และเผยแพร่ต่อสาธารณชนมากขึ้น จดหมายถึงผู้ใหญ่ทำนุจากนายเข้ม เย็นยิ่ง (ชื่อจัดตั้งสมัยเป็นเสรีไทย) คือการเรียกร้องประชาธิปไตยที่ทรงพลัง ท่านยังเขียนบทความลักษณะนี้อีกหลายบทความ และมีส่วนสนับสนุนของขบวนการ 14 ตุลาคม 2516 อย่างสำคัญ
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 สังคมไทยที่มีโครงสร้างครอบงำโดยชนชั้นนำที่อำนาจนิยมจารีตนิยมสูง ไม่สนใจ ไม่ต้องการการปฏิรูปแนวคิดของ อ.ป๋วย นอกจากนี้ อ.ป๋วยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติและที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ อยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็มาเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ในยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 นักศึกษา คนหนุ่มสาวกำลังไฟแรง และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงขบวนการสังคมนิยมที่พวกเขามองว่าก้าวหน้ากว่าแนวคิดเชิงปฏิรูปแบบสันติประชาธรรมของ อ.ป๋วย ชนชั้นผู้ปกครองก็เป็นพวกจารีตนิยมปฏิกิริยาฝ่ายขวา ผู้นอกจากจะไม่ฟัง อ.ป๋วยซึ่งเป็นพวกเสรีนิยมประชาธิปไตยแนวปฏิรูปแล้ว พวกขวาจัดยังโจมตีว่า อ.ป๋วยเป็นคอมมิวนิสต์ จน อ.ป๋วยต้องลี้ภัยไปอังกฤษ
หลัง 6 ตุลาคม 2519 อ.ป๋วยได้เขียน ให้สัมภาษณ์ ไปให้การคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ที่รัฐสภาในสหรัฐ เปิดเผยความจริงให้โลกรู้ ทำให้รัฐบาลขวาจัดต้องยอมผ่อนคลาย ปล่อยตัวนักศึกษา ประชาชนที่ถูกจับกุมไปราว 3,000 คน และต่อมารัฐบาลชุดนี้ผู้วางแผนจะอยู่ยาวถึง 12 ปีก็ถูกทหารอีกกลุ่มหนึ่งยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายที่ผ่อนปรนลดความเป็นจารีตนิยมปฏิกิริยาขวาจัดลงมา
อ.ป๋วยป่วยเป็นอัมพาตบางส่วน ไม่สามารถทำงานทางความคิดต่อได้ ตั้งแต่ปี 2521 และนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และคนทั่วไปก็ไม่ได้สนใจพัฒนาแนวคิดเชิงปฏิรูปของ อ.ป๋วยต่ออย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อประเทศสังคมนิยมเกิดปัญหาล้มเหลว พวกทุนนิยมก็ยิ่งมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น นักวิชาการแนวก้าวหน้า แนวปฏิรูปมีน้อยลง การพัฒนาแนวทุนนิยมสุดโต่งนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำปี 2540 นักธุรกิจการเมืองมีอำนาจ และฉ้อฉลเพิ่มขึ้น และเกิดวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองแบบ 2 ขั้วสุดโต่งที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน









