ตลาดการเงินโลกดูสงบลงช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากผันผวนอย่างน่าตกใจตั้งแต่ต้นปี
สาเหตุสำคัญที่ความผันผวนเกิดขึ้นก็มาจากความผิดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลก ที่กลับมาเป็นประเด็นกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกครั้ง วันนี้เลยจะวิเคราะห์ดูว่าเราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลกขณะนี้อย่างไร อะไรเป็นปัญหา อะไรเป็นเหตุเป็นผล เพื่อให้สามารถมีแนวหรือกรอบที่จะติดตามเศรษฐกิจโลกได้อย่างน่าสนใจต่อไป นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
ผมเองมีความเชื่อมาตลอดว่าเศรษฐกิจโลกอ่อนแอมากและจะฟื้นตัวยาก ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะที่เป็นปรกติแบบในอดีตได้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาโครงสร้างที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 ที่ยังไม่ได้แก้ไข โดยเฉพาะปัญหาหนี้และความเข้มแข็งของระบบสถาบันการเงิน ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาโดยประเทศอุตสาหกรรมเน้นการรักษาอาการของการเจ็บป่วยไม่ให้กำเริบมากกว่าที่จะรักษาต้นตอของโรคหรือปัญหา กล่าวคือ มุ่งแก้ไขโดยใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายมาก และการอัดฉีดสภาพคล่องให้ระบบการเงินมีสภาพคล่องมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในระบบสถาบันการเงิน และหวังให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนำไปสู่การฟื้นตัวของการใช้จ่าย และเศรษฐกิจ
แนวทางดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาหนี้ ซึ่งเป็นหัวใจของปัญหาเศรษฐกิจโลกขณะนี้ คือได้มีการก่อหนี้มากเกินไปในเศรษฐกิจโลกจนเกิดวิกฤติ และที่ต้องตระหนักก็คือวิธีแก้ไขโดยการอัดฉีดสภาพคล่องให้เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังปี 2009 กลับทำให้การก่อหนี้ยิ่งสูงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่มีการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศมากหลังปี 2009 เงินเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มการผลิต แต่นำไปลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรแทน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเติบโตดีแม้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกจะอ่อนแอ สิ่งที่เราเห็นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ ราคาหุ้นทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นโดยสภาพคล่องที่มาจากการอัดฉีดของธนาคารกลาง ปิดบังให้มองข้ามพื้นฐานแท้จริงของเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอ เศรษฐกิจโลกจึงเหมือนคนป่วยที่ถูกอุ้มไว้โดยการให้ยาแรงควบคุมอาการให้ดูสดชื่นแข็งแรง
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นปีที่แล้ว เมื่อผลของการหยุดมาตรการคิวอีเริ่มปรากฏ หลังธนาคารกลางสหรัฐยุติการอัดฉีดสภาพคล่องโดยมาตรการคิวอีอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมปี 2014 เพราะเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัว แต่ช่วงห้าปีที่ได้ใช้มาตรการนี้ตั้งแต่ปี 2009 ธนาคารกลางสหรัฐได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบระบบการเงินโลกไปแล้วกว่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือเงินที่ส่วนหนึ่งไหลเข้าประเทศตลาดเกิดใหม่ และถูกนำไปลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ทำให้ความเป็นหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น สร้างความมั่งคั่ง และอำนาจซื้อให้กับนักลงทุนและผู้ร่วมตลาด ทำให้การบริโภคขยายตัว สวนทางกับการลงทุนและการส่งออกที่ไม่ขยายตัวหรือติดลบจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลก
การหยุดมาตรการคิวอีปี 2014 ทำให้สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจโลกมีน้อยลงเทียบกับที่เคยมี นำมาสู่การปรับตัวในตลาดการเงินในสามด้าน หนึ่ง ด้านปริมาณ คือ การไหลกลับของเงินลงทุนจากประเทศตลาดเกิดใหม่เข้าสหรัฐ ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกในประเทศตลาดเกิดใหม่ กดดันสภาพคล่องและเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ สอง ด้านราคา นักลงทุนเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนและปรับราคาซื้อขายสินทรัพย์ (re-pricing) ทำให้ราคาทรัพย์สินในตลาดการเงินโลกปรับลดลง โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่นอกจากราคาหุ้น ราคาพันธบัตร และราคาอสังหาริมทรัพย์จะปรับลดลงแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนของประเทศตลาดเกิดใหม่ก็อ่อนค่าลงทั่วหน้า ตามการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ สาม คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงตามปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก และตามกำลังซื้อที่อ่อนแอ ที่สำคัญราคาน้ำมันได้ปรับลงเร็วมาก เพราะเป็นผลทั้งจากการบริโภคน้ำมันที่ลดลงตามเศรษฐกิจโลก และการผลิตที่ยังขยายตัว ทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินมากในตลาดน้ำมันโลกกดดันราคาให้ลดลงต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ประเทศที่เงินลงทุนไหลออกมากที่สุดและเศรษฐกิจชะลอลงชัดเจนสุดคือ จีน ราคาหุ้นจีนจึงลดลงมากตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว จนทางการจีนต้องเข้ามาแทรกแซงตลาดหุ้นด้วยมาตรการต่างๆ เช่นเดียวกับค่าเงินหยวนที่อ่อนลงต่อเนื่องจนทางการจีนต้องประกาศลดค่าเงินหยวนสามเปอร์เซ็นต์กลางปีที่แล้ว การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การปรับลดลงของราคาหุ้น ค่าเงินหยวนที่อ่อนลง และวิธีการที่ทางการจีนใช้แทรกแซงเพื่อดูแลตลาดหุ้นและค่าเงิน ทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวรุนแรงและจะขาดเสถียรภาพในช่วงขาลงหรือไม่
ณ จุดนั้น ตลาดส่วนใหญ่เชื่อว่าทางการจีนโดยปริมาณทุนสำรองทางการที่ประเทศจีนมีอยู่จะสามารถดูแลการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนให้เกิดขึ้นได้โดยไม่เป็นปัญหา ไม่มีความเสี่ยงของการเกิดปัญหาเชิงวิกฤติ
ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ พร้อมการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตอนปลายปีของธนาคารกลางสหรัฐก็สร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถขยายตัวได้ต่อในปีนี้แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอ อย่างไรก็ตามอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น สภาพคล่องที่ลดลงจากมาตรการคิวอี ผลจากเงินทุนไหลออก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน จะกระทบประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างสำคัญทำให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพจะกลับมาเป็นปัญหาของประเทศตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะปัญหาชำระหนี้ จากปริมาณหนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ได้เพิ่มสูงขึ้นหลังปี 2009 ส่งผลให้หนี้ภาคธุรกิจและหนี้ครัวเรือน เป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องระวังในปี 2016 นี่คือภาพเศรษฐกิจโลกที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองปลายปีที่แล้ว
เริ่มต้นปี 2016 ตลาดการเงินโลกก็ผันผวนมาก จากการเทขายหุ้นจีนต่อเนื่อง ตั้งแต่วันแรกของการซื้อขายเดือนมกราคมจนทางการจีนต้องหยุดการซื้อขายหุ้นเป็นเวลาสองวัน อาการช๊อคดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนเดือนธันวาคมที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดและตอกย้ำการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ เช่น ราคาน้ำมันก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดใหม่ ประเด็นความเข้มแข็งของเศรษฐกิจยุโรป ทำให้นักลงทุนวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก จนกระทบตลาดหุ้นทั่วโลก
นอกจากนี้ ข่าวในเดือนกุมภาพันธ์ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนยิ่งห่วงในภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความสามารถของทางการที่จะดูแลเศรษฐกิจให้อยู่รอดปลอดภัยจากภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจถดถอย เหล่านี้กระทบความเชื่อมั่นของนักธุรกิจเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกปีนี้ ตลาดการเงินจึงผันผวนต่อเนื่องทั้งเดือนกุมภาพันธ์
สรุปที่ตลาดการเงินผันผวนมากตั้งแต่ต้นปีก็มาจากความผิดหวังของนักลงทุนเกี่ยวกับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกับ หนึ่ง พื้นฐานของเศรษฐกิจโลกที่ดูอ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้จากตัวเลขล่าสุดที่ออกมาทั้ง จีน ญี่ปุ่น และยุโรป รวมถึงตัวเลขจีดีพีสหรัฐไตรมาสที่สี่ปีที่แล้วที่ออกมาต่ำ สอง ความไม่มั่นใจในความสามารถของนโยบายทางการที่จะดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และไม่เกิดภาวะเงินฝืด และไม่มั่นใจว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบที่กำลังใช้ในหลายประเทศจะแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจถูกกระทบ นำมาสู่การปรับพอร์ตลงทุน และลดกิจกรรมเศรษฐกิจเพื่อลดความเสี่ยง ราคาน้ำมันและราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกจึงปรับลดลงต่อเนื่อง









