วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำอย่างไรวันสตรีสากล จึงมีความหมายมากกว่านี้

8 มีนาคม นับตั้งแต่ปี 2434 ประชาคมโลกได้ร่วมกันเฉลิมฉลองให้เป็นวันสตรีสากล เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของผู้หญิง

และส่งเสริมให้สังคมส่วนใหญ่ได้ตระหนักถึงสิทธิสตรี แต่แทนที่จะอธิบายว่าเพราะอะไรเราถึงควรจะฉลองวันสตรีสากลในปีนี้ เราควรจะตั้งคำถามที่แตกต่างออกไปจากปีก่อนๆ ว่าควรจะฉลองวันสำคัญวันนี้อย่างไร

สำหรับใครก็ตามที่เชื่อมั่นว่าหญิงและชายควรจะมีสถานะและได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน คำตอบของคุณอาจจะคล้ายกับคำตอบของผู้เขียนนั่นก็คือ หากเราต้องการที่จะให้การเฉลิมฉลองวันสตรีสากลเป็นไปอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่เป็นการจัดงานประชาสัมพันธ์ที่สูญเปล่า ผู้ชายทุกคนควรจะใช้วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศเจตนารมณ์ที่จะปกป้องสิทธิของผู้หญิง และร่วมแรงร่วมใจกันขจัดความเหลื่อมล้ำต่างๆ ที่ทำให้ผู้หญิงยังตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายและไม่มีผู้แทนไปเป็นปากเป็นเสียงของพวกเธอ รวมทั้งยกต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอยู่ อีกทั้งขาดโอกาสที่จะเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาหรือสร้างเสริมศักยภาพของตัวเองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

แม้ว่าสถานะของผู้หญิงในทุกวันนี้จะก้าวมาไกลกว่าที่เป็นเมื่อหนึ่งศตวรรษที่แล้วมาก แต่ก็ยังมีสถิติมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงยังดำรงอยู่ในเกือบทุกสังคมทั่วโลก ตัวอย่างเช่น

ประชากรเพศหญิงคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรโลก แต่ที่จัดอยู่ในฐานะยากจนนั้นมีผู้หญิงมากถึงร้อยละ 70 หรือสัดส่วนของผู้แทนราษฎรที่เป็นหญิงโดยเฉลี่ยมีแค่ 1 ใน 5 ของทั้งหมด อีกทั้งผู้หญิงแทบจะไม่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมการเจรจาต่อรองเพื่อสันติภาพใดใดเลย ทั้งที่ผลกระทบต่อผู้หญิงมีมากเท่าๆ กับผู้ชายหรือมากกว่าด้วยซ้ำ ขณะที่ ในแต่ละปีมีผู้หญิงจำนวนนับแสนคนที่ต้องเสียชีวิตจากการคลอดบุตร แม้การแพทย์แผนปัจจุบันได้เจริญก้าวหน้าไปมาก

ทุกๆ วันทั่วมุมโลก มีเด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีจำนวนมากถึง 39,000 คนที่ถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับผู้ชายอายุมากกว่า โดยที่ 1 ใน 3 ของประชากรโลกที่เป็นหญิงจะต้องเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศหรือทางร่างกายอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

ขณะที่ศักยภาพที่ผู้หญิงมีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจก็ยังเป็นประเด็นสำคัญที่เราควรตระหนัก มีการคาดหมายว่า การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงานมากเท่าๆ กับผู้ชายนั้นจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของบางประเทศสูงขึ้นถึงร้อยละ 35

ในฐานะที่เป็นผู้แทนของรัฐบาลสวีเดนในประเทศไทย คำถามหนึ่งที่ผู้เขียนมักจะได้รับก็คือ เพราะอะไรสังคมสวีเดนจึงเป็นสังคมที่ยกย่องสิทธิและสถานะของผู้หญิงมากกว่าสังคมอื่นๆ ถึงแม้ว่าการได้ยินคำถามประเภทนี้จะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เขียนในระดับหนึ่ง แต่ก็มักจะพยายามที่จะให้คำตอบที่มิได้บิดเบือนสถานการณ์ที่แท้จริงในสังคมสวีเดนจนเกินเลย จริงอยู่ที่สวีเดนเป็นประเทศที่ชาย-หญิงมีสถานะที่เท่าเทียมกันมากกว่าหลายประเทศ แม้แต่ในทวีปยุโรปด้วยกันเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้หญิงสวีเดนจะไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงหรือต้องเผชิญกับการเลือกปฎิบัติ โดยที่ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในสังคมสวีเดนเป็นผลมาจากการผลักดันของของผู้หญิงและมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง

ในรายงานการศึกษาเหตุผลและปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง ซึ่งองค์การสหประชาชาติประจำภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกได้เป็นผู้จัดทำนั้น มีการรวบรวมความเห็นของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงมักจะถูกผู้ชายใช้กำลังประทุษร้าย ในจำนวนความเห็นที่รายงานฉบับดังกล่าวคัดลอกมานำเสนอนั้น มีประโยคหนึ่งที่สะดุดใจผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ประโยคที่ว่าก็คือ “ถ้าภรรยาคนไหนไม่ได้ทำอะไรผิดก็คงไม่ถูกสามีทุบตีหรอก มันเป็นเรื่องธรรมดาที่สามีจะใช้กำลังลงโทษภรรยาที่ไม่เชื่อฟัง” ซึ่งความเชื่อในลักษณะนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้ผู้ชายมีอำนาจเหนือผู้หญิง และกดขี่ผู้หญิงให้อยู่แต่เบื้องล่าง

โครงการรณรงค์เขาเพื่อเธอ (HeforShe) ขององค์การสหประชาขาติ ซึ่งรัฐบาลสวีเดนเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักนั้น ผู้เขียนรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากเมื่อเห็นผู้ชายไทยหลายร้อยคนไปร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการนี้ผ่านเว็บไซต์ www.heforshe.org

นอกจากนี้ การเฉลิมฉลองความก้าวหน้าของผู้หญิงในวันสตรีสากลที่จะถึงนี้แล้ว เราควรจะเปลี่ยนวันนี้ให้เป็นวันที่ผู้ชายจะมารวมตัวกันปกป้องสิทธิของผู้หญิง เพื่อมิให้วันสตรีสากลเป็นวันที่มีแต่สัญญาลมปากอันว่างเปล่า เพราะท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคซึ่งกันและกันนั้น ก็เป็นสังคมที่ยังประโยชน์ต่อผู้ชายด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเรามัวแต่รอให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเรียกร้องหรือลุกขึ้นมาต่อสู้แต่เพียงฝ่ายเดียว โอกาสที่เราจะได้เห็นสังคมของเราเองแบบนั้นก็คงริบหรี่เต็มที

---------------------------

สตาฟฟาน แฮร์สตรัม

เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว