วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จุดสมดุล'ราคาถ่านหิน coming soon

หลายปีที่ผ่านมา “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodities)

 หลากหลายประเภทมีราคาผันผวนหนัก ไม่ว่าจะเป็น ทองคำ น้ำมัน เหล็ก และถ่านหิน เป็นต้น ถือเป็นการสวิงตัวตามสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

“ถ่านหิน” ถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคาตกต่ำ “อุตสาหกรรมตะวันตกดิน” (Sunset Industry) ยาวนาน นับตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งราคาเคยลงไปแตะต่ำสุดที่ 46 ดอลลาร์ต่อตัน ในปี 2556

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาถ่านหิน “หักหัวลง” แรกเริ่มเกิดจากผู้ผลิตอาศัยจังหวะราคาถ่านหิน 120 ดอลลาร์ต่อตัน ปั๊มถ่านหินออกมาขายจำนวนมาก 

จนเป็นเหตุให้ถ่านหิน “ล้นตลาด”

จากนั้นไม่นานราคาถ่านหินก็ถูก “กระชากอย่างหนัก” หลังเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ซบเซา ทำให้การนำเข้าถ่านหินทยอยปรับตัวลดลง ส่งผลให้ “เจ้าของเหมืองถ่านหิน” หรือ “ผู้ประกอบการถ่านหิน” บางราย พากันประสบปัญหา “ต้นทุนสูง กำไรหด” เป็นเหตุให้เหมืองถ่านหินบางแห่งจำต้องขายทิ้งกิจการ

ปัจจุบันราคาถ่านหินอยู่ระดับ 52 ดอลลาร์ต่อตัน ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ระดับเฉลี่ย 55 ดอลลาร์ต่อตัน ทว่าหากภาวะเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวเช่นนี้ ราคาถ่านหินจะฟื้นตัวลำบากหรือไม่ 

เรื่องนี้ “สมฤดี ชัยมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู หรือ BANPU  ผู้ดำเนินธุรกิจเหมืองถ่านหิน แสดงความเห็นว่า ปลายปี 2559 อาจเห็นดีมานด์และซัพพลายของถ่านหินอยู่ใน “จุดสมดุล” นั่นหมายความว่า ราคาถ่านหินคงไม่ต่ำไปกว่านี้ แต่อาจขยับขึ้นบ้างเฉลี่ย 5-7 ดอลลาร์ต่อตัน

สาเหตุที่ทำให้ราคาถ่านหินอาจเข้าสู่โหมดสมดุล เกิดจากผู้ผลิตเหมืองถ่านหินใน 3 ประเทศหลัก อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูง และถ่านหินไม่มีคุณภาพ อาจขายเหมืองถ่านหินทิ้ง

สัญญาณการขายเหมืองถ่านหิน เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ปี 2558 หลังประเทศอินโดนีเซียลดการส่งออก 56 ล้านตัน จากปี 2557 ที่ส่งออกถ่านหินเฉลี่ย 420 ล้านตัน และในปี 2559 มีแนวโน้มจะลดการส่งออกอีกประมาณ 50 ล้านตัน

นั่นหมายความว่า “ปัญหาที่ซัพพลายมีมากกว่าดีมานด์ 100 ล้านตัน กำลังจะคลายตัว”

ขณะเดียวกันในปี 2559 แอฟริกาใต้ ที่เคยส่งออกถ่านหินเฉลี่ย 80 ล้านตันต่อปี อาจส่งออกลดลง 30 ล้านตัน หลังความต้องการใช้ถ่านหินในแถบยุโรปลดลง ส่วนประเทศออสเตรเลียที่ส่งออกถ่านหินเฉลี่ยปีละ 120 ล้านตัน คงส่งออกตามปกติ เพราะยังต้องบริหารท่าเรือ และรถไฟให้เต็มที่

“สมฤดี” ยังวิเคราะห์ว่า ในปี 2559 ความต้องการใช้ถ่านหินในประเทศสหรัฐอเมริกา และแถบยุโรป อาจปรับตัวลดลงเฉลี่ย 5-6 ล้านตัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา และประเทศดังกล่าวเริ่มหันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

ส่วนความต้องการใช้ถ่านหินภายในเมืองจีนยังคงมีอัตราเท่าเดิมที่ระดับ 3,500 ล้านตัน แต่การนำเข้าถ่านหินจะลดลงประมาณ 20 ล้านตัน จาก 150 ล้านตัน เหลือประมาณ 130 ล้านตัน เนื่องจากจีนสามารถผลิตถ่านหินเองได้แล้วไม่เหมือนสมัยก่อน ที่สำคัญจีนต้องการสร้างความสมดุลให้ราคาถ่านหินภายในประเทศ และต้องการบริหารค่าเงิน ฃ

“แม้ซัพพลายจะหายไปจากตลาด และในแง่ของดีมานด์ยังคงเติบโตเฉลี่ย 10% ปัจจุบันมีการซื้อขายถ่านหินข้ามประเทศประมาณ 945 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ระดับ 900 ล้านตัน”

ท่ามกลางราคาถ่านหินที่ยังไม่ฟื้นตัว สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการจะทำได้ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดปลอดภัย คงหนีไม่พ้นการ “เพิ่มคุณภาพถ่านหิน” หรือมุ่งหน้าสู่ “ธุรกิจใหม่” ที่รายได้และกำไรไม่ได้ขึ้นลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะโอกาสที่จะเห็นราคาถ่านหินขึ้นไปแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อตัน เหมือนในอดีต 

ภาพดูเลือนลางเหลือเกิน