วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ ‘ทุนมนุษย์’ ของไทย : สังคมวัยชรากับคนงานต่างด้าว

เมื่อวานผมเขียนถึง ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร

 ในเกือบทุกด้านของสังคมไทย และกำลังจะกลายเป็นวิกฤติที่ผมยังมองไม่ออกว่าในระดับชาติ โครงสร้างการเมืองและสังคมที่เห็นอยู่นี้หรือตาม Road Map ที่วางอยู่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้อย่างไร

วันนี้เรายังมองไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจนว่าไทยเราจะสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันท่วงทีอย่างไร

ปัญหามีตั้งแต่ในระดับทักษะพื้นฐานอย่าง “อาชีวะ” ไปถึง “นักวิทยาศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence (AI) เพื่อรองรับยุคดิจิทัล ที่เสมือนคลื่นสึนามิ ที่นำเอาความเปลี่ยนแปลงถาโถมใส่ทุกประเทศอย่างไม่เลือกหน้า

แม้ประเด็นที่เห็นชัด ๆ ในกรณี “คนงานต่างด้าว” จากประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ยังไม่อาจจะกำหนดนโยบายและการปฏิบัติที่สอดคล้อง กับความต้องการของประเทศให้ชัดเจนได้ เหตุเพราะวัฒนธรรมแห่งความฉ้อฉล ใช้ช่องว่างกฎหมายทำมาหากินเพื่อกลุ่มตน ไร้เสียซึ่งการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาระดับชาติในระยะสั้น, กลางและยาวอย่างแท้จริง

คนไทยจำนวนหนึ่งรังเกียจคนงานต่างด้าว แต่ไม่ตระหนักว่าแรงงานต่างด้าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร และหากเราบริหารให้ถูกต้อง ในกรอบที่เป็นประโยชน์ต่อชาติ นั่นคือการดำเนินนโยบายเพื่ออนาคตของประเทศ

ญี่ปุ่นซึ่งเคยต่อต้านแรงงานต่างชาติมาตลอดเป็นร้อย ๆ ปีเพิ่งจะต้องยอมเปิดประตูให้คนต่างด้าวมาทำงาน เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

มาตรการใหม่ของญี่ปุ่นคือ อนุญาตให้บริษัทห้างร้านว่าจ้างคนงานต่างด้าวที่มีทักษะสูง และเปิดทางให้คนงานต่างด้าวเข้ามา เพื่อโครงการฝึกให้ทำงานด้านที่ขาดแคลน

อีกทั้งยังจะเพิ่มบทบาทผู้หญิงในตำแหน่งบริหาร และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบดูแลเด็ก ๆ เพื่อให้ผู้หญิงมีเวลาทำงานมากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน ก็เพราะเศรษฐกิจที่เสื่อมทรุดและโครงสร้างประชากรที่กลายเป็น “สังคมคนวัยชรา” ซึ่งแปลว่าคนเกิดใหม่เพื่อมาทดแทน เป็นบุคลากรที่สำคัญต่อเศรษฐกิจหดหายอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยเราก็กำลังก้าวเข้าสู่สภาพของการเป็น “สังคมคนวัยชรา” หรือ Aging Society ในทำนองเดียวกัน

ที่ต่างกันคือญี่ปุ่นตื่นตัวและลงมือแก้ปัญหา ของเรายังอยู่ในขั้นตอนการตั้งคณะกรรมการชุดแล้วชุดแล้ว รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า ภายใต้หัวข้อที่ฟังดูน่าเลื่อมใส แต่ผลทางปฏิบัติจับต้องได้ยากเหลือเกิน

ผมขอย้ำว่าเราขาดแคลนบุคลากรที่สำคัญต่อการสร้างชาติใน 10-20 ปีข้างหน้าอย่างรุนแรง และกำลังเป็นวิกฤติที่มีแต่จะเสื่อมทรุด เพราะเราขาดระบบการเมืองและสังคมที่มีวิสัยทัศน์เพียงพอ ที่จะเริ่มลงมือแก้ไขด้วยการระดมสรรพกำลังจากผู้คนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง

สำรอง “ทุนมนุษย์” ของประเทศไทยกำลังร่อยหรอและไม่มีความพยายามจะ “เติมเต็ม” ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่หนักหน่วงรุนแรง อันเกิดจากเทคโนโลยีที่กำลังซัดกระหน่ำไปทั่วโลก

ที่เราเคยคิดว่าประเทศไทยเป็น “ข้อยกเว้น” และจะอยู่รอดปลอดภัยโดยไม่ต้องคิดไม่ต้องทำงานหนักเพราะมี “พระสยามเทวาธิราช” คอยคุ้มกันป้องกันนั้นคือสาเหตุสำคัญที่จะผลักเราจากปากเหวลงไปใน “หลุมดำ” ที่หมายถึงหายนะระดับชาติอย่างแท้จริง