วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

FBI vs Apple ความมั่นคงทางไซเบอร์ภายใต้เงื้อมมือรัฐต่างชาติ

FBI vs Apple ได้กลายเป็นคดีดังระดับโลกไปแล้ว ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า มันมีความเป็นมาอย่างไร

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อต้นเดือน ธ.ค.ปีก่อน ผู้ก่อการร้ายสองคน ได้สังหารผู้บริสุทธิ์ 14 คน และทำให้อีก 22 คนบาดเจ็บสาหัส ก่อนถูกปลิดชีวิตโดยตำรวจระหว่างการหลบหนี ท่ามกลางการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยหน่วยสืบสวนของรัฐบาลกลาง (FBI) ได้ปรากฎหลักฐานชิ้นสำคัญคือ iPhone 5C ของหนึ่งในผู้ก่อการร้าย

            ซึ่งไอโฟนย่อมมีการบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น การติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะด้วย เสียง ข้อความ วีดิโอ หรือ โซเชียลมีเดีย และธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้งการเดินทางและตำแหน่งสถานที่ อย่างที่มีการระบุเวลาและจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการแสวงหาข้อเท็จจริง

            คดีดังระดับโลกที่ว่านั้นก็คือ ความพยายามของ FBI ที่ขอคำสั่งศาลให้ Apple ช่วย Hack เครื่อง iPhone 5C ของผู้ก่อการร้าย ซึ่ง Apple ได้ออกมาปฏิเสธอย่างหัวชนฝา โดยหนึ่งในเหตุผลนั้น ก็คือการรักษาสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy) ของเจ้าของไอโฟน

            ไม่ต้องแปลกใจ เพราะ FBI ย่อมต้องอ้างเหตุแห่งความมั่นคงของชาติ (National Security) ในการร้องขอให้ Apple ช่วย Hack  ทั้งนี้ การโต้เถียงระหว่าง FBI และ Apple ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายล้วนจับตามอง เพราะผลตัดสินจะกำหนดแบบอย่าง (Precedent) ที่มีผลต่อการตัดสินคดีความในรูปแบบเดียวกันต่อไปในอนาคต

            แน่นอน FBI vs Apple ย่อมไม่ใช่ คดีดังเฉพาะในสหรัฐ แต่เป็นที่จับตามองของทั้งโลก เพราะหลายครั้ง Precedent จากสหรัฐ จะมีผลต่อการตัดสินคดีที่คล้ายกันในนานาอารยประเทศเช่นกัน ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงความเป็นมาอย่างผิวเผิน ที่ปรา

กฎตามหนังสือพิมพ์ทั่วไป แต่มิใช่ความมั่นคงทางไซเบอร์ ภายใต้เงื้อมมือรัฐต่างชาติ ที่บทความนี้ต้องการจะสื่อถึง

            สิ่งหนึ่งที่มีการกล่าวถึงน้อยมากและมักไม่ได้รับความสนใจ จากหนังสือพิมพ์ทั่วไป คือการที่ FBI ได้รับข้อมูลของผู้ก่อการร้าย ที่ได้ Back Up อยู่บน iCloud เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            หลายท่านที่ใช้ไอโฟน ย่อมทราบดีว่า Apple มีบริการ Back Up อยู่บน iCloud อย่างอัตโนมัติ ทุกครั้งที่ท่านทำไอโฟนหายหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ ก็จะสามารถโหลดข้อมูลที่เก็บไว้บน iCloud ลงบนเครื่องใหม่โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมง

            เครื่อง iPhone 5C ของผู้ก่อการร้าย ได้มีการ Back Up อย่างอัตโนมัติขึ้นไปอยู่บน iCloud ซึ่งเป็นระบบ Cloud Computing ของ Apple ที่มี Data Center กระจายอยู่ทั่วสหรัฐ โดย FBI ได้ข้อมูลไปจาก iCloud เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ขาดไม่กี่สัปดาห์สุดท้าย ก่อนการก่อการร้ายที่เครื่อง iPhone 5C ยังไม่ได้ทำการ Back Up

            คดี FBI vs Apple จึงเป็นการขอ Hack เครื่อง iPhone 5C เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายเท่านั้น แต่ไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด เพราะ FBI ได้ข้อมูลเกือบทั้งหมดไปจาก iCloud แล้ว

            ความมั่นคงทางไซเบอร์ ในบทความนี้หมายถึงการที่ประชากรไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายต่างๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple และมีการ Back Up อย่างอัตโนมัติไปยัง iCloud ที่อยู่ในสหรัฐและไม่ได้อยู่ภายใต้อาณาเขตของกฎหมายไทย

ดังเช่นตัวอย่างที่ FBI สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ก่อการร้าย จาก iCloud ได้ ไม่ว่าจะด้วยคำสั่งศาล หรือวิธีการใดๆ หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐ ย่อมสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชากรและเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่ใช้ไอโฟนเช่นกัน

            แต่เหตุการณ์ดังกล่าว ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นในเวลานี้ เพราะประชากรและเจ้าหน้าที่รัฐของไทยย่อมไม่เข้าข่ายผู้ก่อการร้ายในนิยามของสหรัฐ แต่วันหนึ่งที่รัฐบาลของสหรัฐออกกฎหมายพิเศษหรือวันใดที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะสงครามและอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลสหรัฐ ข้อมูลส่วนบุคคลของประชากรและเจ้าหน้าที่รัฐของไทย ย่อมอยู่ภายใต้เงื้อมมือรัฐต่างชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            เมื่อถึงเวลานั้น ข้อมูล การติดต่อสื่อสาร ธุรกรรมทางการเงิน รวมทั้ง การเดินทาง ของ ประชากรและเจ้าหน้าที่รัฐของไทย จะอยู่นอกการควบคุมดูแลของกฎหมายไทย และส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศอย่างแน่นอน

            ความมั่นคงทางไซเบอร์ ภายใต้เงื้อมมือ รัฐต่างชาติ สำหรับคนไทยแล้ว ไม่ควรเพ่งเล็งแต่เฉพาะกรณีของ Apple เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นบริการ เสิร์ชเอ็นจิน อีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย ฯลฯ ประชากรของไทยและเจ้าหน้าที่รัฐของไทยส่วนใหญ่ ล้วนใช่แต่บริการของต่างชาติเท่านั้น จึงเป็นการส่งออก ข้อมูลส่วนบุคคล และความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยไม่ได้รู้ตัวและไม่ได้มีแผนสำรอง