วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปองค์การมหาชน

รัฐบาลพยายามปฏิรูปโครงสร้าง ระบบราชการหลายด้าน

 โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พระราชบัญญัติองค์การมหาชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลให้องค์การมหาชนทั้งหมดตั้งผฏิบัติตามกฎหมายใหม่ โดยจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายการจัดตั้งของแต่ละแห่ง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าการออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาดี และจะทำให้การบริหารงานองค์การมหาชน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หากพิจารณาเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ระบุว่าในปัจจุบันการจัดตั้งองค์การมหาชน ยังขาดมาตรการส่งเสริมและการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรและบุคคล จึงไม่อาจบริหารงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักการบริหารงานภาครัฐแบบใหม่ สมควรกําหนดให้มีคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน เพื่อรับผิดชอบในการเสนอแนะนโยบาย แนวทางการดําเนินงาน การพัฒนา และหลักเกณฑ์กลางที่เกี่ยวกับการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิก 

นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อ "ปรับปรุงองค์ประกอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการขององค์การมหาชนและผู้อํานวยการขององค์การมหาชน ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ตลอดจนกําหนดแนวทางการปฏิบัติงานขององค์การมหาชน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อันจะทําให้การบริหารงานและการปฏิบัติภารกิจ ขององค์การมหาชนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น" ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบองค์การมหาชนใหม่

หากพิจารณากฎหมายฉบับนี้จะเห็นได้ว่าเป็นความพยายาม จัดระเบียบหรือปฏิรูปหน่วยงานที่เรียกว่า“องค์การมหาชน” หลังจากที่ไม่ได้มีใครสนใจเข้ามาดูแลนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกันมา และหากจะว่ากันตามจริงแล้ว หน่วยงานรัฐที่เรียกว่า“องค์การมหาชน” ก็คือหน่วยราชการนั่นเอง เพียงแต่มีรูปแบบการบริหารการจัดการที่แยกออกต่างหากจากส่วนราชการ ซึ่งนิยมจัดตั้งกันมากในช่วงหลังโดยหวังว่าจะทำให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพการทำงานมากกว่าอยู่ใต้สังกัดกระทรวงทบวงกรม

ดังนั้น ความพยายามจัดระเบียบใหม่ครั้งนี้ โดยมีคณะกรรมการ“กลาง”ขึ้นมาดูแล จึงเป็นความพยายามครั้งใหม่ในการจัดการกับระบบราชการ ซึ่งในยุคหนึ่งเราพยายามควบคุมการขยายตัวของระบบราชการด้วยการทำให้เล็กหรือไม่ให้ขยายตัวมากเกินไปด้วยการตั้งองค์การมหาชน แต่ในที่สุดแล้วองค์การมหาชนก็ไม่ต่างจากระบบราชการเท่าใดนัก และเมื่อรวมภาระงบประมาณทั้งหมดที่รัฐต้องอุดหนุน ทั้งส่วนราชการและองค์การมหาชน จะเห็นว่ามีสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณทั้งหมด

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน ระบุว่าจะมีการประเมินองค์กรเหล่านี้ในรูปแบบใหม่ จากเดิม “ผลการประเมินดีทุกองค์การ เพราะเขาตั้งโจทย์ ประเมินเอง” แต่จากนี้ไป จะมีการปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะประเมินว่า “ทำตามวัตถุประสงค์ขององค์การหรือไม่ มีธรรมาภิบาลหรือไม่ อีกทั้งบางองค์การถูกหน่วยงานตรวจสอบ อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทักท้วงมาว่ามีปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ”

เราเห็นด้วยกับการจัดระเบียบองค์กรเหล่านี้ ซึ่งนับวันจะขยายใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ และบางกรณีมีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการที่มีอยู่แล้ว หากมองในเชิงโครงสร้างและไม่มีการแก้ปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน สังคมไทยก็หนีไม่พ้นระบบราชการแบบเดิมๆ และอาจชี้ให้เห็นว่าความพยายามปฏิรูปราชการที่ผ่านมาล้มเหลว เพราะแทนที่ระบบราชการจะเล็กลง แต่กลับขยายตัวขึ้นในรูปแบบใหม่ๆและเป็นส่วนที่ใช้ทรัพยากรของประเทศมากที่สุด