วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อไอเอ็มเอฟหวาดผวา เศรษฐกิจโลกเสี่ยงใกล้วิกฤติ

ก่อนที่การประชุมของรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง

ของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก หรือจี20 จะมีขึ้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาให้ความเห็นที่เป็นกังวลต่อปัญหาเงินทุนไหลออกจากจีน นับจากปีที่ผ่านมาคาดการณ์ว่ามีเม็ดเงินไหลออกแล้วถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์นั้น กดดันให้เกิดการอ่อนค่าของเงินหยวน เป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเธอกล่าวในการเปิดประชุมเมื่อวานนี้ว่า เงินทุนไหลออกจำนวนมากจากจีนเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ขณะที่จีนเผชิญกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในรอบ 25 ปี เนื่องจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปีนี้อาจอยู่ที่ 6.3% ในขณะที่แถลงการณ์ไอเอ็มเอฟในประเด็น “What the G20 Can Do to Help the Global Recovery” ที่ออกมามีความยาวหลายหน้านั้นสะท้อนความเป็นห่วง เกี่ยวกับสภาวะของเศรษฐกิจโลกและเสนอว่ากลุ่มจี20 ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ แต่ควรต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

โดยที่ท่าทีของผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ไอเอ็มเอฟที่ออกแถลงการณ์นั้น สะท้อนความเป็นห่วงราวกับว่าได้ประเมินสภาวการณ์เสมือนหนึ่งว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะที่ใกล้วิกฤติแล้ว เรียกได้ว่าเป็นการกลับลำจากก่อนหน้านี้ที่เชื่อว่า การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนมาจากพื้นฐานของการปรับโครงสร้างเพื่อให้เกิดสมดุลในระยะยาว และไม่น่าเป็นห่วงมากนัก ขณะที่ท่าทีของสหรัฐโดยรัฐมนตรีคลังนายแจ๊ค ลิว ไม่คิดว่าจีนควรลดค่าเงินหยวนอย่างฉับพลัน พร้อมๆ กับต้องมีท่าทีที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อทำให้ตลาดเข้าใจในนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีนให้มากขึ้น นอกจากนี้รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังเสนอแนะว่า แต่ละประเทศควรต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น รวมทั้งการใช้นโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศในยุโรป และอย่าได้คิดให้สหรัฐเป็นที่พึ่งของทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะรัฐบาลญี่ปุ่นที่มีหนี้สินจำนวนมากแล้วควรต้องจำกัดนโยบายการคลังไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

สำหรับท่าทีของทางการจีนนั้น ซึ่งรัฐมนตรีคลังของจีนนายลู่ จิวเหว่ย ออกมาย้ำว่าจีนไม่มีแผนการจะลดค่าเงินหยวน ตามการประโคมข่าวของสื่อ และจีนกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจี 20 ระดับผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีคลังในระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ ก็ไม่ได้มีประเด็นข้อเสนอลดค่าเงินหยวนในวาระการประชุมเลย ถึงแม้ว่าหลายคนจะจับตามองว่าที่ประชุมจี20 จะมีแรงกดดันให้จีนลดค่าเงิน หรือดำเนินการให้หยวนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น ท่ามกลางแรงอึดที่จะปล่อยให้เงินหยวนเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้เปลี่ยนกลไกการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนจากการกำหนดค่ากึ่งคงที่กับเงินดอลลาร์สหรัฐ มาอิงกับตะกร้าเงินที่ประกอบด้วย 13 สกุลเงินคู่ค้าที่สำคัญของจีนตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลง 1.5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี 2016 และอ่อนค่า 5-6% นับจากมิถุนายน 2015 ทั้งนี้มีรายงานข่าวว่า จีนเตรียมใช้เงินหยวนอ้างอิงกับราคาทองที่กำลังจะเปิดเทรดในตลาดค้าทองเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 19 เมษายนนี้ แทนการประกาศเป็นเงินดอลลาร์ โดยจีนได้แต่งตั้ง 10 ธนาคารเป็นผู้ร่วมค้าสำหรับการกำหนดราคาทองเป็นหยวน หวังให้เป็นอิสระจากเงินดอลลาร์และมีเสถียรภาพมากขึ้น

ท่ามกลางการเฝ้ามองการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 15-16 มีนาคม ว่าจะ “ถอย” ออกจากนโยบายการเงินที่ประกาศไว้เมื่อเดือนธันวาคมว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้น 4 ครั้งในปีนี้นั้นจะเดินหน้าต่อหรือไม่ หลังจากที่จุดยืนของธนาคารกลางสหรัฐเริ่มมีท่าทีไม่แน่นอนว่าจะยึดแนวทางเดิมหรือไม่เมื่อเดือนมกราคม จึงส่งผลให้เกิดความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนของโลกในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นต่อเนื่องมาแตะดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ระดับ 97.7 แต่ในทิศทางตรงกันข้ามการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐกลับปั่นป่วนแทบถล่มทลายจากแรงเทขายอย่างหนัก ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในทุกหมวดอายุมีอัตราติดลบมากขึ้นนับตั้งแต่พันธบัตรอายุ 2 ปีติดลบที่ 3.1088% พันธบัตรอายุ 30 ปีติดลบที่ 5.3902% พันธบัตรอายุ 10 ปีติดลบ 6.6917% พันธบัตรอายุ 7 ปีติดลบ 7.8132% และพันธบัตรอายุ 5 ปีที่คิดลบ 8.8268% ทำให้ต้องจับตาดูใกล้ชิดว่าในเดือนมีนาคมนี้ เมื่อไอเอ็มเอฟเริ่มหวาดผวาเศรษฐกิจโลกเสี่ยงใกล้วิกฤติจะเข้าใกล้ความจริงหรือไม่