วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อสังเกตุร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2559

ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หลายรอบ ส่วนตัวคิดว่าเขียนได้ดี กระชับและครอบคลุมในเนื้อหาสาระ อย่างไรก็ตาม

ในเชิงหลักการแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่ควรจะถกเถียงกันก่อนที่จะมีการทำประชามติ และใคร่ขอสรุปดังนี้
1. ร่างฯฉบับนี้มีทั้งหมด 270 มาตรา เป็นบทเฉพาะกาล 17 มาตรา ฉนั้นเนื้อหาจริงๆจึงมี 253 มาตรา ซึ่งถ้าจะถามว่ายาวไปหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ายังยาวไป เนื้อหาหลักๆของรัฐธรรมนูญน่าจะอยู่ที่ 74 มาตราแรกเท่านั้น อันประกอบด้วยหมวดทั่วไป หมวดพระมหากษัตริย์ หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หมวดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย หมวดหน้าที่ของรัฐ หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ และหมวดบทเฉพาะกาลอีก 17 มาตรา รวมทั้งสิ้น 91 มาตรา นอกเหนือจากนั้นควรจะอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหมด เพราะสามารถแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดของบทบัญญัติได้ โดยไม่ต้องแก้ไขที่ตัวรัฐธรรมนูญ

ซึ่งจะพบว่าปัญหาที่ทำให้เกิดการล้มรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาในเรื่องหลักๆที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากอาทิในหมวดพระมหากษัตริย์ เราเกือบไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งเราเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติที่กำหนดชัดเจนในกฎบัตรที่ทุกประเทศที่เป็นสมาชิกต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน (Civil Rights) และสิทธิในความเป็นมนุษย์ (Human Rights) ส่วนเรื่องหน้าที่ของของปวงชนชาวไทย หน้าที่ของรัฐ และแนวนโยบายแห่งรัฐ ก็เป็นเรื่องหลักการพื้นฐานที่เป็นไปตามรูปแบบของประเทศทั้งหลายที่เป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆอยู่แล้ว และคงไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งเพราะเป็นเรื่องพื้นฐานเกือบทั้งหมด

2. หลักการและเหตุผลในเรื่องการเลือกตั้งและระบบเลือกตั้ง เป็นอีกประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน เพราะแต่ละระบบมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง ไม่มีระบบเลือกตั้งใดที่สมบูรณ์แบบและเป็นที่ถูกใจยอมรับจากคนทั้งประเทศ การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ).) พยายามออกแบบวิธีการเลือกตั้งที่เรียกใหม่ว่า ระบบแบ่งสรรปันส่วน นี้ แท้จริงแล้วก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่ การปรับเปลี่ยนจากวิธีการเดิมเพียงเล็กน้อย (Minor Change) ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้คนออกมาใช้สิทธิมากขึ้น ไม่ได้สร้างความเป็นธรรมในระบบเลือกตั้งมากขึ้น ไม่ได้สร้างการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับสมาชิกสภาผู้แทนมากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้นโยบายของพรรคการเมืองเข้าถึงประชาชนมากขึ้น ไม่ได้ทำให้นักการเมืองมีจริยธรรมและจรรยาบรรณมากขึ้น และที่สำคัญคือไม่ได้สร้างความเสมอภาคให้กับประชาชนกลุ่มน้อยให้มีผู้แทนเป็นปากเสียงมากขึ้น ตรงกันข้ามระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตถึง 350 เขตนี้ จะทำให้นักเลือกตั้งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขนาดของพื้นที่เล็กลง คำนวณได้จากจำนวนประชากร 67 ล้านคน แบ่งเป็น 350 เขต ตกเขตละประมาณ 190,000 คน ถ้ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศประมาณร้อยละ 40 ของทั้งหมดออกมาใช้สิทธิเต็มร้อยละ 100 (ซึ่งเป็นไปไม่ได้เช่นกัน) จะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณเขตละ 115, 000 คน ถ้าผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้เงินกับฐานเสียงเฉลี่ยหัวละ 1,000 บาท (ไม่ได้บอกว่าซื้อเสียงนะครับ) ประมาณร้อยละ 30 ของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของเขต ก็ใช้เงินประมาณ 35 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มาก และถ้ามีผู้มาใช้สิทธิเพียงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ (ซึ่งก็จะอยู่ประมาณนี้โดยเฉลี่ย) ก็ยิ่งใช้เงินน้อยลง ไม่ถึง 20 ล้านบาท ก็จะได้รับการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตแล้ว

3. ระบบบัญชีรายชื่อยังอยู่ในวังวนเดิม คือพรรคการเมืองเป็นผู้กำหนดทั้งหมด ประชาชนไม่มีสิทธิเลือกผู้แทนจากบัญชีรายชื่อเลย การที่ออกแบบให้ใช้คะแนนจากบัตรใบเดียว ไม่ได้แก้ปัญหานี้ เพราะเพียงแต่คิดว่าจะทำให้ง่ายประชาชนไม่ต้องกาสองบัตร ตรงนี้ไม่เข้ากับเป้าหมายของคณะกรรมการเลือกตั้งที่ว่า เลือกคนที่รัก(จากระบบแบ่งเขต) เลือกพรรคที่ชอบ (จากระบบบัญชีรายชื่อ) ที่ประชาชนคนไทยคุ้นเคยมานานแล้ว เพราะเลือกกันมาหลายครั้ง สิ่งที่ควรออกแบบมากที่สุดคือทำอย่างไรให้ประชาชนมีโอกาสได้เลือกคนในบัญชีรายชื่อและสามารถจัดเรียงลำดับตามคะแนนเสียงความพอใจของประชาชน และที่สำคัญคือการสร้างความยึดโยงระหว่างประชาชนที่เลือกผู้สมัครในบัญชีรายชื่อกับผู้แทนของเขา ซึ่งเรื่องนี้มีหลายประเทศดำเนินการประสบความสำเร็จอย่างมากที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกคนที่ชอบในบัญชีพรรค จำนวนความถี่ของผู้ที่ได้รับการเลือกมากสุด เรียงลำดับลงถึงน้อยสุด จะทำให้ได้ชื่อว่าเป็นการเลือกโดยประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เลือกพรรค แต่ถ้าเป็นระบบแบ่งสรรปันส่วน ประชาชนกาเบอร์เดียว อย่างนั้น ไม่ได้เลือกพรรคที่ชอบ เลือกแต่คนที่ชอบอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเป็นที่ถูกต้องนัก

4. ระบบเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ให้เลือกกันเองตามกลุ่มอาชีพ ก็เป็นอีกประเด็นที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นปัญหา เพราะแต่ละกลุ่มใหญ่จะมีกลุ่มอิทธิพลกลุ่มย่อยที่มีอำนาจในกลุ่มใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมดาบุคคลในกลุ่มเหล่านี้มีความใกล้ชิดกันก่อนแล้วจึงมิใช่เรื่องยากที่จะมีการจัดสรรวางกำลังของตนภายในกลุ่ม แม้จะมีคณะกรรมการสรรหา แต่ก็เป็นที่ทราบว่าไม่สามารถทำอะไรได้เพราะทำได้เพียงรับเรื่องที่เสนอขึ้นมาพิจารณาจากที่ได้มีการตกลงกันแล้วในขั้นต้น ระบบนี้ได้สร้างการฮั้วกันเพื่อการสมประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลและเป็นที่ยอมรับนับถือในกลุ่มไม่ว่าในเชิงธุรกิจหรือการเมือง อยู่ที่ว่ากลุ่มย่อยกลุ่มใหนมีอิทธิพลสูงสุดก็ได้รับการเสนอชื่อ ประชาชนไม่มีส่วนในการตัดสินใจ วุฒิสภาในร่างฯฉบับใหม่อาจถูกจำกัดอำนาจในบางด้านเช่นเรื่องการเสนอกฎหมายและการพิจารณาในเรื่องต่างๆ และถูกวางตัวให้รับผิดชอบหลักเรื่องการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลระดับสูงที่จะเข้ามาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ แต่

ในเมื่อองค์กรอิสระมีหน้าที่รับผิดชอบตรวจสอบนักการเมือง ก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ไม่ยากที่นักการเมืองและกลุ่มการเมืองจะเข้ามามีอิทธิพลต่อสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งก็คงห้ามกันไม่ได้

5. อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือกตั้งคือการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตยังคงความเป็นสมาชิกรัฐสภาและออกเสียงลงคะแนนได้ แต่ผู้ที่มาจากระบบบัญชีรายชื่อกลับไม่สามารถทำได้ ซึ่งถ้าโดยหลักการและเหตุผล ก็ไม่น่าจะมีความแตกต่างกัน ถ้าเป็นได้ ก็ควรจะเป็นทั้งสองแบบ และถ้าไม่ได้ ก็ไม่ควรได้ทั้งสองแบบ ความลักลั่นเช่นนี้ ไม่มีตรรกะใดๆรองรับเลย

6. ระบบเลือกตั้งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทยคือระบบผสมระหว่างแบบแบ่งเขตและบัญชืรายชื่อที่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน นั่นคือ

6.1 เขตเลือกตั้งจะต้องใหญ่พอที่จะไม่ให้การซื้อเสียงในระดับร้อยละ 30 ในเขตเลือกตั้งทำได้โดยง่าย ซึ่งอาจแบ่งเป็นภาค (ระบบเยอรมันวิธีนี้ โดยแบ่งตามแคว้น)

6.2 จำนวนผู้สมัครแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อต้องเท่ากันที่ 50/50 ยกระดับความสำคัญของผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อให้เท่าเทียมกับแบบแบ่งเขต

6.3 บัญชีรายชื่อต้องแยกออกจากแบบแบ่งเขตและเป็นอิสระต่อกัน เพื่อให้พรรคเล็กที่มีกลุ่มฐานเสียงเล็กกว่ามีโอกาสได้มีผู้แทนในระบบบัญชีรายชื่อ มิฉนั้นจะมีแต่พรรคใหญ่เท่านั้นที่ได้รับการเลือกตั้ง

6.4 บัญชีรายชื่อต้องระบุชื่อบุคคลที่เสนอตัวเพื่อให้ประชาชนเลือก โดยเรียงลำดับตามตัวอักษร ที่ไม่ใช่ให้พรรคกำหนด เพราะมิฉนั้นพรรคก็จะกำหนดให้ผู้มีอิทธิพลภายในพรรคได้ลำดับต้นๆ

6.5 บัญชีรายชื่อควรคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้สมัครหญิงและชายให้ใกล้เคียงกันที่สุด ไม่ควรห่างกันถึงร้อยละ 10

6.6 บัญชีรายชื่อควรมีหลายบัญชี ตามจำนวนเขตเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งอาจมีเขตเลือกตั้งเป็นภาค ตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้แล้วเป็น 9 ภาค จำนวนภาคขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของความใกล้เคียงในวิถีชีวิตของคนในภาคนั้นๆมากกว่าจำนวนประชากรในแต่ละภาค ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆในภาคนั้นๆก็อาจรวมตัวได้มากพอที่จะมีผู้แทนของกลุ่มตนในสภาฯได้บ้างเมื่อได้รับคะแนนเสียงพอเพียง


7. ในการรับฟังเสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูปในปี 2558 ที่ผ่านมา ประชาชนได้ส่งสัญญาณให้มีการปฏิรูปในด้านต่างๆรวม 18 ด้าน แต่ดูเหมือน กรธ. มิได้ให้ความสนใจที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงขอเตือนย้ำให้ กรธ. และ สปท. ได้พิจารณาในประเด็นต่างๆ ดังนี้

7.1 ประเด็นค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดในเรื่องการสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึก และปลูกฝังค่านิยมและระเบียบวินัยตั้งแต่เล็ก รวมถึงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม

7.2 ประเด็นสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดในเรื่องโอกาสทางสังคม และบริการสาธารณะ

7.3 ประเด็นสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดในเรื่องระบบและกระบวนการการสื่อสาร และการนำเสนอและรายงานข่าวของสื่อ

7.4 ประเด็นแรงงานและการคุ้มครองผู้บริโภค เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงาน และกลไกด้านการคุ้มครองผู้บริโภค

7.5 ประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดในด้านการกระจายการถือครองที่ดิน และบทบาทการมีส่วนร่วมในการจัดการของท้องถิ่นและภาคประชาชน

7.6 ประเด็นเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านการพัฒนามาตรฐานสินค้าทางเกษตรและระบบการเกษตรให้ยั่งยืน และการเพิ่มศักยภาพและการยกระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรม

7.7 ประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เสนอให้ปฏิรุปสูงสุดด้านระบบ กลไกการดำเนินงานการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น

7.8 ประเด็นเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านการบริหารจัดการภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการลด จำกัด หรือขจัดการผูกขาด และการกีดกันการแข่งขัน

7.9 ประเด็นระบบสารณสุข เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านระบบและกระบวนการ และการพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพ การผลิตและการพัฒนาบุคคลากรด้านสุขภาพ

7.10 ประเด็นการเมือง เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านระบบเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้ง และการเมืองภาคพลเมืองและการมีส่วนร่วม

7.11 ประเด็นการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านระบบและกระบวนการ การพัฒนาหลักสูตร โครงสร้างการบริหารการศึกษาและการกระจายอำนาจจัดการศึกษา

7.12 ประเด็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านระบบและกระบวนการ ตลอดจนการลงทุน การพัฒนาด้านการวิจัย สร้างนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

7.13 ประเด็นพลังงาน เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านระบบและกระบวนการ พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด การจัดหาและการให้สัมปทาน

7.14 ประเด็นกีฬา เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา และระบบและกระบวนการ

7.15 ประเด็นการท่องเที่ยว เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านระบบและกระบวนการ โครงสร้างองค์กร การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ

7.16 ประเด็นการปกครองท้องถิ่น เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านโครงสร้างองค์กรและบุคคลากร โครงสร้างราชการส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจสู่ส่วนท้องถิ่นและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม

7.17 ประเด็นการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านโครงสร้างองค์กรและบุคคลากร ระบบและกระบวนการ และ

7.18 ประเด็นกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอให้ปฏิรูปสูงสุดด้านการพัฒนากฎหมาย กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก และระบบอำนวยความยุติธรรม

8. ไม่มีบทบัญญัติใดในร่างฯนี้ที่เกี่ยวกับอนาคตประเทศไทย ทั้งๆที่จากการรับฟังเสียงประชาชนเพื่อการปฏิรูปทั่วประเทศมีความเห็นสูงสุดในเรื่องอนาคตประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้า

สำหรับรายละเอียดในแต่ละมาตรานั้น ได้ตั้งข้อสังเกตุดังนี้

1. มาตรา 3 วรรคสอง ที่กล่าวถึงหลักนิติธรรม ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าหลักนิติธรรมนี้จะใช้เมื่อใด และมีกรอบหรือเกณฑ์อย่างไรถึงจะนำหลักนี้มาใช้ได้ หลักนิติธรรม มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Rule of Law ซึ่งก็ยังสามารถตีความหมายได้ในอีกหลายนัยทั้งอย่างกว้างและอย่างแคบ ซึ่งอาจจะเฉพาะเรื่องของกระบวนการที่ชอบ Due Process of Law) หรือกว้างไกลถึงขนาดการปฏิเสธหลักกฎหมายและใช้สามัญสำนึกของผู้ตีความก็เป็นได้ คำนี้ได้ถูกบัญญัติไว้ในมาตราอื่นๆอีกเช่นกันในร่างฯฉบับนี้ แต่ก็ไม่ปรากฎว่ามีความชัดเจนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

2. มาตรา 5 ขอโต้แย้งว่า การบัญญัติว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะรัฐธรรนูญอยู่เหนือกฎหมายทั่วไป คำที่ถูกต้องน่าจะเป็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติ (Charter) สูงสุดของประเทศ

3. มาตรา 25 ถือเป็นบทบัญญัติที่ครอบคลุมในเรื่องสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยทั้งหมด แต่เนื่องจากเรื่องของสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องที่กว้างไกลและหลากหลาย จึงควรกำหนดให้ชัดเจนว่าครอบคลุมเรื่องใดบ้างเช่นเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิสตรีและเด็ก สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิความเป็นมนุษย์และศักดิ๋ศรีความเป็นมนุษย์ และหมายรวมถึงสิทธิอื่นๆอันเกิดขึ้นได้ในอนาคต สิทธิเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศที่ให้ประเทศสมาชิกรับรองสิทธิของประชาชนในเรื่องต่างๆอันนอกเหนือจากเรื่องสิทธิมนุษยชน (Civil Rights และ Human Rights)

4. มาตรา 26 มีคำถามว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้ตีความมีปัญหาเสียเอง ใครจะเป็นผู้ตีความ และเช่นกันกับเรื่องของหลักนิติธรรม ที่มาตรานี้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยตามหลักนิติธรรม จะใช้กระบวนการใดวินิจฉัยหลักนิติธรรม

5. มาตรา 27 วรรคสาม กำหนดว่า ห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติ แต่ในวรรคสี่ กำหนดเป็นข้อยกเว้นให้เลือกปฏิบัติได้ในบางประการเพื่อความเท่าเทียมในการใช้สิทธิเสรีภาพ เทียบเคียงกับในต่างประเทศที่มีกฎหมายลักษณะนี้เรียกว่า Affirmative Action เรื่องนี้ต้องมีความชัดเจนอย่างมาก เพราะความไม่เท่าเทียมของบุคคลในสถานะไม่ปกติอาจส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันกับบุคคลในสถานะปกติได้และป็นช่องทางให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ตัวอย่างบางนโยบายของรัฐเรื่องให้บริการฟรีในบริการสาธารณะรถเมล์ รถไฟ ก็ดี บริการฟรีเรื่องสุขภาพก็ดี ทำให้เกิดปัญหามากมายในการใช้บริการจากผู้ที่อยู่ในสถานะปกติที่ใช้โอกาสจากนโยบายที่หละหลวมของรัฐ

6. มาตรา31 เสนอให้เพิ่มวรรคแรก จาก...ในการถือศาสนา...เป็น ...ในการถือศาสนาหรือไม่ถือศาสนา...เพราะในปัจจุบันประชาชนมีสิทธิที่จะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดๆอยู่แล้ว มาตรานี้ควรเปิดโอกาสให้ผู้ถือศาสนา หรือไม่ถือศาสนาแต่อาจนับถือหรือมีความเชื่อในเรื่องอื่นใดที่ไม่ผิดกฎหมายและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนได้มีที่ยืนในสังคมอย่างเสมอภาค

7. มาตรา 35 วรรคสี่ กำหนดให้เจ้าของสื่อต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติสื่อที่ปรากฎในสังคมของประเทศมีความหลากหลายและมาจากต่างประเทศ ลักษณะของการเผยแพร่เป็นไปตามหลักสากลปรากฎในกฎบัตรสหประชาชาติในเรื่องของเสรีภาพในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร (Free Flow of Information) จึงทำให้น่าคิดว่าบทบัญญัตินี้ควรกำหนดอย่างไรให้มีความชัดเจนมากกว่านี้

8. มาตรา 45 เรื่องการเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ควรจะบัญญัติอย่างไรให้ทำได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะในปัจจุบันเป็นเรื่องคณะกรรมการบริหารพรรค ในขณะที่สมาชิกพรรคไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือรับรอง เรื่องนี้ในต่างประเทศใช้วิธีเลือกขั้นต้นที่เรียกว่า Caucus หรือ Primary Vote แต่ในบทบัญญัติของร่างฯฉบับนี้ ไม่ปรากฎ

9. มาตรา 50 วรรคหนึ่งและสอง กำหนดให้มีการศึกษาก่อนวัยเรียนอย่างทั่วถึง เสมอภาค และเป็นธรรม แต่การศึกษาภาคบังคับกำหนดไว้เพียง 8 ปี ซึ่งไม่รวมถึงก่อนวัยเรียน จึงมีคำถามว่ารัฐจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรม และที่สำคัญคือในความเป็นจริง การสนับสนุนของรัฐสามารถทำได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่

10. มาตรา 51 เรื่องการบริการสาธารณสุข ไม่ควรกำหนดแค่อย่างทั่วถึง แต่ต้องเสมอภาคและเป็นธรรมด้วย

11. มาตรา 53 จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วม

12. มาตรา 54 การเยียวยา จะต้องกระทำอย่างทั่วถึง เสมอภาค และเป็นธรรม ด้วย

13. มาตรา 55 จะทำอย่างไรให้มีผลกระทบความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด และอย่างเป็นรูปธรรม

14. มาตรา 56 วรรคสุดท้าย การกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์คลื่นต้องดำเนินการเพื่อสาธารณะ จะกำหนดอย่างไร และจะมีสภาพบังคับกรณีไม่ปฏิบัติตามหรือไม่อย่างไร 

15. มาตรา 61 เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ แม้ได้ประกาศในราชกิจานุเบกษาแล้ว แต่ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ และต้องการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติใหม่ จะแก้ไขอย่างไร

16. มาตรา 63 วรรคแรก ควรมีความหมายรวมทุกศาสนาว่า จะคุ้มครองศาสนาและความเชื่อที่ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

17. มาตรา 64 เรื่องของประสิทธิภาพ ควรเป็นไปอย่างเสมอภาค เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ

18. มาตรา 68 วรรคสองเรื่องการให้โอกาส โดยเฉพาะตามเสียงความต้องการของประชาชน

19. มาตรา 69 ไม่ควรมีคำว่า ต้นทุนต่ำ

20. มาตรา 71 วรรคท้ายกำหนดว่าจะไม่แข่งขันกับประชาชน แต่หลายนโยบายก็เป็นการแข่งขันโดยตรงเช่นโครงการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ประกันสุขภาพฟรีถ้วนหน้า ทำให้ขัดกับความเป็นจริง

21. มาตรา 75 วรรครองสุดท้าย ที่กำหนดให้วางตัวเป็นกลาง แต่การเป็นสมาชิกพรรคก็ต้องดำเนินการตามมติพรรค

22. มาตรา 81 เรื่องระบบแบ่งเขตเป็น 350 เขตเลือกตั้ง จะทำให้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงไม่หมดไป เพราะเขตเล็กเกินไป ทั้งนี้ตามที่ได้กล่าวถึงแล้วข้างต้นแล้ว

23. มาตรา 83 ถ้าไม่เสนอชื่อตามที่กำหนดในวรรคแรก ผลจะเป็นอย่างไร

24. มาตรา 85 การที่กำหนดว่าผู้สมัครในบัญชีรายชื่อต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทำให้ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อไม่เชื่อมโยงกับประชาชน

25. มาตรา 86(5) ผู้ได้รับการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะเป็นอย่างไร ถ้ามีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใหม่ และตัวเลขเปลี่ยนไป

26. มาตรา 87 ยังไม่มีความชัดเจน

27. มาตรา 88 วรรคสุดท้าย กำหนดว่า ถ้าตัดคนสุดท้ายในบัญชี ต้องให้พรรคที่ได้คะแนนเพิ่ม มีความหมายอย่างไร

28. มาตรา 94 การห้ามควบรวมพรรคระหว่างอายุสภา ถือเป็นการจำกัดสิทธิของพรรคการเมืองและเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนหรือไม่

29. มาตรา 100 เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาจำนวนรายชื่อผู้สมัครตามบัญชีรายชื่อหมด จึงสมควรให้มีรายชื่อสำรองอีกร้อยละ 50 ของรายชื่อทั้งหมดหรือไม่

30. มาตรา 101 ควรกำหนดให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะมีการอกเสียงแต่งตั้งหัวหน้าฝ่ายค้านในสภาฯ

31. มาตรา 102 เรื่องเลือกกันเองของวุฒิสภา ควรจะกำหนดให้มีบัญชีสำรองเช่นกัน

32. มาตรา 108 ข้อห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาฝักไฝ่พรรคการเมืองใดๆ ในทางปฏิบัติจะมีสภาพบังคับอย่างไร

33. มาตรา 109 ที่กำหนดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ไม่อยู่ในความผูกมัดหรือในอาณัติผู้ใด จะทำอย่างไร โดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นสมาชิกพรรค ก็ต้องทำตามมติพรรค 

34. มาตรา 139 การแปรญัติของสมาชิกรัฐสภาเกี่ยวกับการงบประมาณจะมีข้อจำกัดเรื่องข้อมูลเพื่อการอภิปราย โดยเฉพาะสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน เรื่องนี้ ถ้ารัฐสภามีสำนักงบประมาณรัฐสภา (Parliamentary Budget Office) จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง มิใช่เฉพาะสมาชิกสภาที่อภิปราย แต่ประชาชนจะได้ข้อมูลเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อมูลของฝ่ายบริหารดังเช่นกรณีที่ทำให้เกิดปัญหาเสียหายหลายแสนล้านบาทในปัจจุบัน 

35. มาตรา 153 การจำกัดไม่ให้มีรัฐมนตรีเกิน 35 คน เป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลหรือไม่ และอาศัยหลักเกณฑ์อะไร

36. มาตรา 157 ที่กำหนดว่าต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ นั้น รายละเอียดและวิธีการบริหารของแต่ละรัฐบาลมีความแตกต่างกัน ถ้าเปลี่ยนรัฐบาล ยุทธศาสต์ชาติก็จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยหรือไม่ อย่างไร จำเป็นหรือไม่ที่ยุทธศาสตร์ชาติจะมีกำหนดอายุเวลาห้ามเปลี่ยน กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

37. มาตรา 158 รัฐมนตรีควรพ้นสภาพการเป็น สส. หรือไม่ และไม่ว่าจะมาจากแบบแบ่งเขตหรือแบบบัญชีรายชื่อ ควรเหมือนกัน

38. มาตรา 163 การทำหน้าที่ของปลัดกระทรวงในฐานะรัฐมนตรีทั้งๆที่ยังคงสถานะข้าราชการด้วยจะขัดต่อมาตรา 176 หรือไม่

39. มาตรา 173 นอกเหนือจากคณะรัฐมนตรี มีใครอีกบ้างที่มีสิทธิเสนอสัญญาที่มีผลต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง และคำว่าอย่างกว้างขวางมีความหมายครอบคลุมในระดับใด ที่จะต้องผ่านสภาฯหรือไม่ต้องผ่านสภาฯ 

40. มาตรา 179(3) ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะรับเงินหรือประโยชน์ในกรณีใดได้บ้าง ที่เรียกว่าเป็นธุรกิจการงานปกติ และในบางกรณีเป็นความผิดเล็กน้อยเช่นหมิ่นประมาท แต่ฟ้องคดีทุนทรัพย์หลายร้อยล้านบาท จะเข้าลักษณะ วงเล็บ (4) หรือไม่

41. มาตรา 182 วรรคสาม จะมีสภาพบังคับแค่ใหน ในการห้ามมิให้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการหุ้นที่ให้จัดการ

42. มาตรา 207 ถ้าไม่มีประเพณีการปกครอง จะทำอย่างไร

43. มาตรา 233 ทำไม เฉพาะกรรมการ ปปช. เท่านั้นที่ต้องตั้ง ผู้ไต่สวนอิสระ

44. มาตรา 246 ที่กำหนดให้วิธีการและรูปแบบองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดรูปแบบได้อย่างไร

45. มาตรา 255 ที่กำหนดว่า เว้นแต่พ้นตำแหน่งสมาชิก สนช. ภายใน 90 วัน นั้น น่าจะหมายถึง ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับแต่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

46. มาตรา 263 ที่กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติภายในหนึ่งปีนับแต่ใช้รัฐธรรมนูญนั้น ถ้ามีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่ก่อนหนึ่งปี ระยะเวลาหนึ่งปีนี้จะยังมีผลบังคับเพียงไร เพราะรัฐบาบลนี้ได้จากไปแล้ว และรัฐบาลใหม่อาจไม่ต้องการสานต่อยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้แต่ยังไม่แล้วเสร็จ 

เรื่องราวของข้อสังเกตุทั้งหลายนี้ ขอฝากถึง สมาชิกสภาขับเคลื่อน (สปท) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และผู้เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาสร้างความชัดเจนให้เป็นที่ปรากฎ ก่อนร่างฯฉบับนี้ถูกนำไปทำประชามติต่อไป