วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์:กับเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะกำหนดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ก็คือราคาสินค้าโภคภัณฑ์

อันประกอบไปด้วยราคาพลังงาน (เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) โลหะและแร่ธาตุ ธัญพืช (เช่น ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง) พืชอื่นๆ (เช่น กาแฟ ยางพารา) ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้ลดลงมาอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยวิชาเศรษฐศาสตร์ที่ว่า มีผลผลิต (อุปทาน) มากกว่าความต้องการใช้ (อุปสงค์) และยังมีแนวโน้มว่าจะยังคงอ่อนตัวไปอีกระยะหนึ่งไป อย่างน้อยในช่วงปี 2559-2560

โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งมีความผันผวนขึ้นลงสูงที่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ (ดูไบ) ตกลงไปถึงเฉลี่ย 27 ดอลลาร์/บาร์เรล จนคนส่วนใหญ่คงสนใจว่าราคาน้ำมันดิบจะอยู่ในระดับได้ยาวนานเพียงใด ที่ล่าสุดธนาคารโลกก็ได้ปรับลดประมาณการราคาน้ำมันดิบของปีนี้ลงจากเดิม เฉลี่ย 51 ดอลลาร์/บาร์เรล ลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 37 ดอลลาร์/บาร์เรล

ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านน้ำมัน แต่ก็ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของน้ำมันจากแหล่งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จึงขอเล่าถึงข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จากองค์กรที่เป็นกลาง ได้แก่ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และIEA (สถาบันพลังงานระหว่างประเทศ) ผลการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์พลังงานของธนาคารโลกสรุปว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงนี้ ร้อยละ 65 มาจากกำลังการผลิตส่วนเกิน และอีกร้อยละ 35 มาจากความต้องการใช้ที่ลดลงจากการชะลอตัวของธุรกรรมของเศรษฐกิจของโลก ทำให้ในปัจจุบันยังมีปริมาณความต้องการใช้ต่ำกว่าผลผลิตอยู่เฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาร์เรล/วัน คือ

(1) ทางด้านการผลิตได้มีผลผลิตน้ำมันดิบจากหินดินดาน (shale oil) ของสหรัฐอเมริกาจนทำให้สามารถลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้ และ (2) ความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (BRICs) ทั้งนี้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มเศรษฐกิจใหม่นี้ชะลอตัวลงจากร้อยละ 7.1 ในปี 2553 ลงเหลือเพียงร้อยละ 3.3 ในปี 2558 ที่ทำให้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมในช่วงปี 2553-2558 ลดลงถึงร้อยละ 40

ประเทศจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญจากการเติบโตสูงมาเป็นการเติบโตอย่างสมดุล ที่กำหนดเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลงมาเหลือร้อยละ 7.5 จากเดิมที่เติบโตสูงในอัตราเลขสองหลักมาเกือบสองทศวรรษ ทำให้ความต้องต้องการสินค้าโภคภัณฑ์รวมในเกือบทุกประเภทชะลอตัวลงอย่างชัดเจน กดดันในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงมาโดยต่อเนื่อง

การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรืออาหาร ลดลง ย่อมมีผลกระทบย้อนกลับมายังการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงมาเกือบครึ่งหนึ่งจะทำให้รายได้ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันทั้งกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง และกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันนอกโอเปก ประเทศเกิดใหม่ เช่น บราซิล รัสเซีย มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ (ในปี 2558 เศรษฐกิจบราซิลลบร้อยละ 3.7 และรัสเซียลบร้อยละ 3.8%) ซึ่งการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะมีผลกระทบซึ่งกันและกัน

จากรายงานการศึกษาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศถึงความสัมพันธ์กันระหว่างอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์พบว่า “การลดลงร้อยละ 1 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจใหม่ จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงร้อยละ 6 ในเวลา 1 ปีหลังจากนั้น ในขณะที่การลดลงร้อยละ 1 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศที่พัฒนาแล้วจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงร้อยละ 4 ในระยะเวลา 1 ปี)

กรณีของประเทศไทย การส่งผ่านของประโยชน์ที่ได้รับจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมยังเป็นไปอย่างจำกัด เพราะมีเพียงราคาน้ำมันขายปลีกที่ลดลง แต่ราคาสินค้าสินค้าอื่นๆ แทบจะไม่ได้ลดลงเลย เช่น ราคาอาหารและขนส่ง เป็นเพียงการทรงตัวของราคาสินค้าอื่นๆ ซึ่งยังไม่เพียงพอในการชดเชยการลดลงของราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการตกต่ำของราคายาง และข้าวที่ทำให้กำลังซื้อเกษตรกรโดยรวมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ