การแบ่งปันผลได้นี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปตัวเงินอย่างเดียว แต่อาจมอบเป็นรางวัลในรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย
คำว่า “ผลิตภาพ” หรือ Productivity อาจไม่ใช่คำฮิต ติดปาก และคนทำงานไม่คุ้นเคยมากเท่ากับคำว่า “คุณภาพ” หรือ Quality ก็ตาม แต่ทั้งสองคำบ่งชี้ถึงสถานะบางอย่างของสิ่งที่เราพูดถึง นั่นคือใช้เป็นตัวชี้วัดระดับ (Level) ซึ่งให้ค่าๆหนึ่ง ไม่รู้หรอกว่าดีหรือแย่ สูงหรือต่ำ จนกว่าเราจะนำค่าที่ได้ไปเทียบกับตัวเอง หรือนำไปเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
การเทียบกับตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าเราทำสิ่งนั้นได้ดีขึ้นหรือแย่ลงในช่วงเวลาเดียวกัน (เหตุที่ต้องพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อจะตัดปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เราวัดออกไป) เช่นปีที่ผ่านมากับปีนี้ หรือไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมากับไตรมาสแรกของปีนี้เพื่อดูการเจริญเติบโต (Growth) หรือหลายๆปีติดต่อกันเพื่อดูแนวโน้มของทิศทางการเปลี่ยนแปลง (Trend)
และบ่อยครั้งที่เราจะเปรียบเทียบตัวเรากับภายนอก (Compare) โดยอาจเปรียบเทียบกับภาพรวมของทั้งอุตสาหกรรม คือเอาค่าที่วัดได้จากหน่วยงานต่างๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน มาหาค่าเฉลี่ย เรียกว่า ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม (Industrial average) เพื่อให้รู้ว่าตัวเราอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย หรืออยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แน่นอนถ้าทำได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย ก็จัดอยู่ในกลุ่มบนของอุตสาหกรรม แต่จะบนระดับไหนก็ต้องไปดูคนที่ทำได้ดีกว่าเรามากๆก็คือ ค่าสูงสุด (Maximum)
ในกรณีที่เราต้องการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไต่ระดับขึ้นไปให้แซงคนอื่นให้ได้ หรือถ้าเราอยู่ในระดับสูงสุดของอุตสาหกรรมแล้ว ก็ต้องพยายามรักษาอันดับนั้นให้คงอยู่ให้ได้ตลอดไป จึงมีคำพูดหนึ่งซึ่งเราอาจคุ้นเคยกันดีที่ว่า “การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การรักษาแชมป์ยิ่งยากกว่า” เพราะว่าการเป็นแชมป์เราอาจเป็นได้ในครึ่งหนึ่ง แต่การรักษาแชมป์เราต้องทำได้หลายๆครั้ง และยิ่งถ้าจะให้เป็นแชมป์ได้ตลอดไป ยิ่งต้องยากขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
องค์กรชั้นนำระดับโลก จึงต้องตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และปรับเปลี่ยนตัวเองให้พร้อมรับมือกับสภาพการแข่งขันทางธุรกิจในทุกรูปแบบ ยอดขาย (Sales or Revenue) และผลกำไร (Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลประกอบการทางธุรกิจในมิติทางการเงิน จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่องค์กรจะคำนึงถึงเท่านั้น หากแต่การปรับปรุงภายในโดยความร่วมมือจากทุกคนในองค์กร ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และอาจจะเป็นสิ่งที่สะท้อนการพัฒนาอย่างยิ่งยืนได้มากกว่าเสียด้วยซ้ำ
โดยทั่วไปพนักงาน ผู้บริหาร และผู้ถือหุ้น จะผูกโยงสถานะทางเศรษฐกิจที่ได้จากการดำเนินงานทางธุรกิจขององค์กรจากผลกำไรที่เกิดขึ้นในแต่ละปีเป็นหลัก โดยผลตอบแทนนั้นจะส่งต่อไปยังส่วนต่างๆในรูปแบบแตกต่างกันไป อาทิ โบนัส หรือเงินปันผล เป็นต้น ซึ่งการกระจายผลตอบแทนลักษณะนี้ เรียกว่า การแบ่งปันผลกำไร (Profit sharing) นั่นหมายความว่าถ้าปีไหนกำไรดี ทุกคนก็คาดหวังกันว่าก็น่าจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน
หากแต่มีส่วนแบ่งอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้องค์กรมีกำไร เพียงแต่พนักงานทุกคนในองค์กรช่วยกันยกระดับความสามารถการแข่งขัน ผ่านการปรับปรุงผลิตภาพ (Productivity improvement) ซึ่งจะเห็นผลได้เร็วกว่า โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบปีหรือสรุปงบการเงิน ผลที่ได้จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ จะนำมาแบ่งปันให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นพนักงานคนใดไม่เกี่ยวก็ไม่ได้ เป็นการจ่ายให้ตามความสามารถและความร่วมมือโดยแท้ (pay per performance) และเรียกการแบ่งปันผลตอบแทนนี้ว่า การแบ่งปันผลได้จากผลิตภาพ (Productivity Gainsharing)
ตัวอย่างเช่น ฝ่ายผลิตกับฝ่ายซ่อมบำรุง ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อวิเคราะห์และทดลองปรับปรุงสมรรถนะการทำงานของเครื่องจักรในโรงงาน โดยหลังจากเก็บข้อมูลมาระยะหนึ่ง พบว่าการที่เครื่องจักรภายในโรงงานเดินเครื่องไม่เต็มกำลังความสามารถในการผลิต ถูกใช้งานเพียงร้อยละ 60 เท่านั้น ทั้งๆที่มีความต้องการสินค้าและมีใบสั่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถจะผลิตให้เร็วและส่งมอบให้ทันกับวันที่ลูกค้าต้องการได้ สาเหตุก็คือเครื่องจักรหยุดบ่อย อันเนื่องมาจาก รอวัตถุดิบ รอตั้งเครื่องเปลี่ยนรุ่นของสินค้า รออะไหล่เพื่อซ่อม และหยุดเครื่องเพื่อบำรุงรักษาตามรอบเวลา นอกจากนั้นแม้ว่าเครื่องจักรจะเดินเครื่องผลิตสินค้าก็จริง แต่เดินเครื่องด้วยความเร็วรอบหรืออัตราที่ต่ำกว่าตอนที่ซื้อมาใหม่อย่างมาก ทั้งๆที่อายุการใช้งานก็ผ่านมาไม่นาน เป็นเพราะความชำรุดทรุดโทรมและขาดการดูแลรักษา ตลอดจนใช้งานไม่ถูกวิธี
เมื่อนำสาเหตุต่างๆที่วิเคราะห์ได้ มาสู่การปรับปรุงแก้ไขทีละประเด็น โดยขจัดเวลาที่สูญเปล่าให้เหลือศูนย์ และลดเวลาทำงานแต่ละส่วนให้สั้นที่สุด จะพบว่าเครื่องจักรสามารถเดินเครื่องได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันความเร็วรอบหรืออัตราการเดินเครื่องก็สูงขึ้นใกล้เคียงกับตอนที่ซื้อมาใหม่ เวลาที่ได้คืนมานี้สามารถจะผลิตสินค้าได้เพิ่มขึ้น เมื่อนำแนวทางวิธีการของคณะทำงานไปกำหนดเป็นมาตรฐานและใช้ทั่วทั้งโรงงาน ก็ทำให้ความสามารถในการผลิตโดยรวมสูงขึ้น รองรับกับคำสั่งผลิตที่เข้ามา โดยไม่ต้องไปกู้เงินเพื่อสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่
ผลที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงนี้ มีทั้งการลดค่าใช้จ่ายจากความเสียหายที่ไม่จำเป็นลง (Saving) และยังเพิ่มโอกาสในการผลิตสินค้าได้มากขึ้น เมื่อรวมผลทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน แปลงเป็นมูลค่าทางการเงิน ทำให้องค์กรมีผลประกอบการที่ดีขึ้นกว่าการรอผลกำไรตอนสิ้นปีอย่างเดียว ลองคิดดูว่าถ้ามีคณะทำงานปรับปรุงในส่วนต่างๆ มากมายหลายทีม และหลายเรื่องในองค์กร จะเกิดผลได้จากการเพิ่มผลิตภาพไม่น้อยทีเดียว โดยอาจมาจากการลดของเสีย ลดการถือครองและจัดเก็บสินค้าคงคลัง เป็นต้น
การแบ่งปันผลได้จากผลิตภาพไปสู่คณะทำงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง ยังช่วยเป็นตัวกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้แก่พนักงาน นอกจากจะทำงานตามหน้าที่อย่างเดียวแล้ว ยังมีส่วนร่วมกับองค์กรในการคิดพิจารณาปัญหารอบข้าง และช่วยกันปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา การแบ่งปันผลได้นี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปตัวเงินอย่างเดียว แต่อาจมอบเป็นรางวัลในรูปแบบอื่นๆควบคู่กันไปด้วย อาทิ การประกาศชื่อพนักงานผู้ทำคุณประโยชน์หรือมีผลงานดีเด่น การมอบโล่หรือใบประกาศ การให้รางวัลเป็นสิ่งของ รวมถึงการจัดงานเฉลิมฉลองกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น
สำหรับองค์กรทั่วไป อย่ายุ่งวุ่นวายหรือรอเพียงผลกำไรมาเป็นสิ่งตอบแทนให้กับพนักงานเท่านั้น ถ้าส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพในองค์กร การแบ่งปันผลได้นี้เกิดขึ้นได้ระหว่างปีได้หลายรอบ ช่วยให้พนักงานมีขวัญกำลังใจที่ดีขึ้นได้ แม้ในยุคที่เศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ผลกำไรไม่เป็นไปตามเป้า โบนัสอาจน้อยนิดหรือไม่มีก็ตาม






