ผลสำรวจโกลบอล ซีอีโอ ครั้งที่ 19 ของพีดับบลิวซี
ที่ใช้ในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ณ กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2559 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นซีอีโอทั่วโลก 1,409 คนใน 83 ประเทศ ในจำนวนนี้เป็นซีอีโอจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 61 ราย ใน 7 ประเทศ พบความเชื่อมั่นของซีอีโออาเซียน ต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของรายได้บริษัทในปีนี้ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ผู้นำธุรกิจอาเซียนเพียง 39% เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นในปีนี้ ปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ 49% ถือเป็นระดับที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปีนับจากปี 2556 โดย 3 ปัจจัยหลักที่ซีอีโออาเซียนมองว่า เป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจและนโยบาย ได้แก่ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่มั่นคงทางสังคม และความไม่สงบทางการเมือง ซึ่งประเด็นหลังนี้ ซีอีโอทั่วโลกต่างพูดถึงและจับตาอย่างใกล้ชิดในปีนี้ เพราะหากมีสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้คนและภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน หลายประเทศของกลุ่มอาเซียนมีแผนเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และไทย แม้จะยังไม่แน่นอน ขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีน ยังเตรียมกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 ระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2559-2563 ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ซีอีโออาเซียนต่างเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด มีผู้นำธุรกิจอาเซียนเพียง 38% เชื่อว่า รายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ลดลงจากปีก่อนที่ 47%
3 ปัจจัยที่ซีอีโออาเซียนมองว่า เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ 88% ยังเป็นอุปสรรคลำดับแรกที่ซีอีโออาเซียนกังวล ซึ่งประเด็นนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายหลายบริษัทในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลายด้าน ทั้งไอที เทคโนโลยี และทักษะเฉพาะทาง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า เพราะจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ทัดเทียมสากล ถัดมาคือ การติดสินบนและคอร์รัปชัน 80% สุดท้าย คือ การขาดความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ และการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ 75% โดยปีนี้ความเชื่อมั่นของซีอีโอโลก และซีอีโออาเซียนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้บริษัทลดลงทั้งคู่เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่า ภาพรวมของโลกไม่ดีเท่าไรนัก นอกจากนั้นแนวโน้มการจ้างงานเพิ่มในอาเซียนก็ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจที่ชะลอตัวเช่นกัน จากผลสำรวจพบว่า ซีอีโออาเซียนเพียง 59% ที่มีแผนจะจ้างบุคลากรเพิ่ม ลดลงจากการสำรวจปีก่อน ประมาณ 8%
แม้ภาพรวมความเชื่อมั่นจะดูแย่ แต่ผู้บริหารในภูมิภาคยังมีแผนลงทุนตามปกติ ผลสำรวจพบ 5 อันดับตลาดน่าลงทุนปีนี้ อันดับ 1 จีน 49% อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา 42% อินโดนีเซีย และเวียดนาม อันดับ 3 เท่ากันที่ 19% อันดับ 4 อินเดีย 13% อันดับ 5 ไทย 12% โดยไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านแรงงานที่มีทักษะฝีมือเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และการใช้จ่ายของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ผนวกกับเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน แต่ยังมีจุดอ่อน เช่น ภาคการผลิตบางจุดยังมีประสิทธิภาพต่ำ คุณภาพการศึกษา การกระจุกตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมที่อาจทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ภาระหนี้สินของคนในชนบทและผู้มีรายได้น้อย และการอพยพของแรงงาน เป็นต้น ซึ่งเราเห็นด้วยว่า เรื่องเหล่านี้ต้องปรับปรุง






