วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บริการสาธารณะไม่พร้อม เพิ่มปัจจัยลบธุรกิจสังคม

จับกระแสวันนี้ ขอนำเรื่องราวข่าวร้อน ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค

 โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่ใช้บริการระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่วานนี้ (พุธ 24 ก.พ.2559) รถไฟฟ้าบีทีเอส มีปัญหาระบบสับรางขัดข้องตั้งแต่ 05.30 น. และต่อเนื่องมาจนถึงเที่ยงวันยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีเดินทางไม่ได้ เนื่องจากขบวนรถมาช้ามา 15-30 นาที ต่อเที่ยว และเต็มแน่นแทบทุกขบวน

ส่วนอีกบริการสาธารณะ คือผลกระทบต่อผู้โดยสารของสายการบิน “นกแอร์” ที่จำเป็นต้องประกาศหยุดบินไปจนถึงสิ้นเดือนก.พ.นี้ หลังเริ่มมีปัญหานักบินประท้วง มาตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.2559 กระทั่งหน่วยงานภาครัฐ ต้องเข้าไปกำกับดูแลติดตามรายละเอียดปัญหา เพราะเกรงจะส่งผลเสียหายต่อประชาชน และเรื่องความปลอดภัย หากมีกรณีนักบินใช้ชั่วโมงการบินสูงเกินกำหนดมาตรฐาน คือ่เกิน 100 ชม.ต่อเดือน

จากสองข่าวร้อนที่ใกล้ตัวเรา จะเห็นว่าเป็นปัจจัยลบที่มาซ้ำเติม ภาคธุรกิจและสังคม โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ (พุธ 24 ก.พ.) ได้รับผลกระทบเกือบถ้วนทั่ว จากเหตุบริการรถไฟฟ้าขัดข้อง ทำให้ปริมาณผู้โดยสารตกค้าง โดยเฉพาะสถานีใหญ่ล้นทะลักลงมาสู่พื้นถนนด้านล่าง ทำให้เกิดปัญหารถติดตามมา ธุรกิจห้างร้านกิจการต่างๆ ก็พลอยได้รับผลกระทบ เพราะคนเดินทางไม่สะดวก ไปทำงานสาย ผิดนัดคลาดเคลื่อนกันไปเป็นโดมิโน่

ไม่เพียงเท่านั้น ยังส่งผลให้การจราจรติดขัดไปทุกเส้นทาง ยิ่งบีทีเอส แจ้งว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้แม้จะผ่านครึ่งวันเช้ามาแล้ว ยิ่งทำให้ปัญหาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ 

ส่วนบริการ “นกแอร์” แม้จะประกาศหยุดบินถึงสิ้นเดือน แต่ก็ได้บริหารจัดการชดเชยให้ผู้โดยสาร และจัดเที่ยวบินจากพันธมิตรรองรับ ในแง่ผู้โดยสารอาจต้องรับข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงให้ดี เพื่อทวงถามสิทธิ์การใช้บริการ เพราะการจองตั๋วโดยสารการบิน เกือบทั้งหมดล้วนทำล่วงหน้า ชำระค่าโดยสารไปแล้วทั้งสิ้น ก็เพียงแต่ต้องติดตามและรีคอนเฟิร์ม การเดินทางให้ชัดเจน

แต่ในแง่ของธุรกิจแล้ว สายการบินนกแอร์ ย่อมได้รับผลกระทบ จากกรณีไม่สามารถทำการบินได้นับจากวันที่ 23 ก.พ.ไปจนสิ้นเดือนคือวันที่ 29 ก.พ.2559 ความเสียหายในแง่ธุรกิจคงมีไม่น้อย แต่ก็ยังดีที่พยายามแก้ปัญหาไม่ให้ผู้โดยสารได้รับผลกระทบมาก 

อย่างไรก็ตาม แม้ได้มีการแก้ปัญหา ก็ล้วนเป็นการแก้ไขที่ปลายทาง คือเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ค่อยมาดำเนินการแก้ไข ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ก่อปัจจัยลบเกิดขึ้นกับสังคมและธุรกิจไปแล้ว ทางที่ดีควรเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเลย น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

การเป็นบริการสาธารณะ ยิ่งเป็นบริการที่จำเป็นสำหรับคนหมู่มากด้วยแล้ว สิ่งที่ไม่ควรพลาดเลย คือความพร้อมของการให้บริการ การตรวจสอบ ตรวจตรา และเตรียมความพร้อมในทุกวัน ตามรอบเวลาที่ต้องทำ และหากพบสัญญาณใดที่ส่อเค้าจะบานปลายกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ ก็ควรได้รับการพิจารณาแก้ไขก่อนเลย ไม่ใช่เห็นสัญญาณแล้วแต่ติดที่ยังให้บริการอยู่ รอไปก่อนคงไม่เป็นไรค่อยแก้ไขทีหลัง กรณีแบบนี้เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จะมีมากกว่าการยอมเสียเวลา แก้ปัญหาจากสัญญาณที่พบก่อน อาจเสียเวลาเล็กน้อย ในการต้องหยุดเพื่อปรับปรุง ซึ่งพอจะเจียดเวลาหลังให้บริการปกติได้อยู่แล้ว หากป้องกันก่อนเกิดปัญหา ก็จะนำมาซึ่งการแก้ไขได้ทันท่วงที

ขอให้สองกรณีนี้ เป็นบทเรียนสำหรับผู้ให้บริการสาธารณะ ต้องตรวจตรา เตรียมความพร้อมตลอดเวลา ไม่ควรปล่อยให้เกิดปัญหา ซึ่งนับวันผู้ใช้บริการจะเพิ่มขึ้น จำนวนการให้บริการจะมากขึ้น หากเป็นกรณีเช่นนี้อีก ความเสียหายจะตามมามากกว่านี้แน่นอน