เมื่อนั่งเขียนคอลัมน์ ในวันมาฆะบูชา
เรียนรู้กันตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าวันนี้มีความสำคัญอย่างไร และยิ่งเมื่อตรงกับวันที่มีข่าวคราวความวุ่นวาย ในหมู่ผู้นำสงฆ์บางกลุ่มบางสำนัก มีความเคลื่อนไหวเรื่อง “ม็อบพระ” และความขัดแย้งกันในเรื่องของ “ตำแหน่งแห่งหน” ในระดับนำของศาสนา ก็ยิ่งทำให้ต้องย้อนกลับไปดู “เนื้อหา” แห่งพุทธตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง
ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาฏิโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”
วันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อม ๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่
1. ตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์
2. พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6
4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”
เพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” ซึ่งคำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ
จาตุร แปลว่า 4
องค์ แปลว่า ส่วน
สันนิบาต แปลว่า ประชุม
ดังนั้น “จาตุรงคสันนิบาต” จึงหมายความว่า “การประชุมด้วยองค์ 4” นั่นเอง
ทั้งนี้วันมาฆบูชาถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์
เมื่อวานนี้ใครไป “ทำบุญ” หรือ “สวดมนต์” ที่วัดก็เท่ากับเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของ “คำสอน” ของพระพุทธองค์ มิเกี่ยวกับวัตถุหรือแม้แต่ตัวพระสงฆ์เอง เพราะทุกอย่างเป็นเพียงองค์ประกอบ เพื่อให้คนที่นับถือศาสนาพุทธ ได้เข้าซึ้งถึงแก่นแท้ของคำสอนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการได้ขึ้นสวรรค์ชั้นฟ้าไหน
ช่วงนี้มีคำถามร้อนแรงว่า “สถานบันศาสนาถึงกาลเสื่อม” ใช่หรือไม่?
คำตอบที่ได้ยินจากผู้ศรัทธายังยืนยันว่า “ที่เสื่อมคือคน มิใช่ศาสนา”
ตอบแค่นั้นคงไม่พอ เพราะศาสนาจะจีรังยั่งยืนได้ต้องมีคนสืบสานคำสอน และวิถีปฏิบัติต่อจากผู้ใหญ่สู่เด็ก และจากคนรุ่นถึงรุ่น
เราจะศรัทธาศาสนาได้ต้องแปลว่าพระที่เราไหว้น่านับถือ วัดที่เราไป “ไหว้พระ” จะต้องเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศสงบ, เรียบง่ายและเอื้อต่อการทำกิจกรรมทางธรรมะ มิใช่ที่ชุมนุมของคนอาศัยศาสนาเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับตนหรือกลุ่มตน
แน่นอนว่าทุกศาสนาล้วนเผชิญกับความท้าทายของวัตถุนิยม และความโลภของมนุษย์ จึงเป็นหน้าที่ “พุทธศาสนิกชนธรรมดา” ทั้งหลายที่จะต้องยืนยันในการตีความคำสั่งสอนขององค์ศาสดาให้ “ละกิเลส ปล่อยวางและทำดีละชั่ว”
ดังนั้น ใครก็ตามที่อ้างว่าคนทำบุญด้วยเงินมากกว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงกว่า หรือใครใกล้ชิดกับพระผู้ใหญ่มากกว่า คือคนใกล้ชิดศาสนามากกว่าล้วนเป็นการตีความไปทางเสื่อม มิได้ดำเนินชีวิตในฐานะพุทธศาสนิกชนที่แท้จริง
ใครต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ บารมีและตำแหน่งย่อมมิอาจเรียกตนเองว่าเป็นผู้เผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นพระมิใช่เฉพาะเพียงแค่ห่มผ้าเหลือง โกนหัวและทำพิธีบวชเท่านั้น
ตรงกันข้าม ผู้ไม่ทำตามพิธีกรรมเหล่านั้น แต่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม รู้จักความหมายของการ “ปล่อยวาง” และ “เคร่งครัดในวิถีแห่งพุทธ” ผมถือว่าเป็นผู้ควรแก่การเคารพนับถือในฐานเป็น “ครู” ด้านพุทธศาสนามากกว่าหลายเท่านัก
ศาสนาไม่เสื่อม คนต่างหากที่เสื่อมเป็นสัจธรรมดั้งเดิม
วันนี้ต้องทบทวนความเชื่อนี้ใหม่ว่า ชาวพุทธที่แท้ย่อมต้องไม่ยอมให้ศาสนาเสื่อม!






