วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุนทุกปี แบบ 'เสี่ยเจริญ'

กลุ่มเสี่ยเจริญสนใจกิจการค้าปลีกมานานแล้ว สังเกตได้ว่า ชื่อปรากฏในกลุ่มผู้สนใจซื้อกิจการค้าปลีกมาแทบทุกรอบ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ฟูร์, แมคโคร

คงไม่มีข่าวธุรกิจชิ้นไหนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 59 จะร้อนแรงไปกว่า ข่าวการเข้าซื้อกิจการ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์(BIGC) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของไทย โดยเปลี่ยนมือเจ้าของจากกลุ่ม 'คาสิโน' (Groupe Casino) เจ้าของเครือข่ายค้าปลีกระดับโลกสัญชาติฝรั่งเศส ไปสู่ว่าที่เจ้าของรายใหม่

ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ...ผู้ซื้อคือ 'คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี' หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ 'เสี่ยเจริญ' (ทั้งที่จริงความมั่งคั่งระดับซุปเปอร์เจ้าสัว) โดยจะเข้าซื้อหุ้นเป็นจำนวน 483,077,600 หุ้น ซึ่งคิดเป็นหุ้นจำนวน 58.56% ของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด ในราคาหุ้นละ 252.88 บาท มูลค่าการซื้อขายในครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 1.22 แสนล้านบาท

เขาเห็นอะไร? ... จึงซื้อห้างบิ๊กซี 1.22 แสนล้าน

อันที่จริง กลุ่มเสี่ยเจริญสนใจกิจการค้าปลีกมานานแล้ว สังเกตได้ว่า ชื่อปรากฏในกลุ่มผู้สนใจซื้อกิจการค้าปลีกมาแทบทุกรอบ ไม่ว่าจะเป็น คาร์ฟูร์, แมคโคร, Family Mart หรือ เทสโก้โลตัส

เท่าที่ผมจำได้...เจ้าสัวเจริญ ไม่ใช่คนนิยมซื้อของแพง ตัวอย่างตอนซื้อกิจการ โออิชิ เข้าเทคโอเวอร์โรงแรม ที่ดิน ฯลฯ ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ทุกครั้ง และที่ชัดเจนเป็นข่าวที่สุด คือ ปี 54 ตอนแข่งเข้าซื้อกิจการ 'คาร์ฟูร์' ราคา 3.8 หมื่นล้าน สุดท้ายยอมถอยไม่สู้ราคา หรือการยอมถอยในเกมประมูลซื้อ Family Mart ในปี 55 ทั้งที่ช่วงเวลานั้น ความร้อนแรงหอมหวานของกิจการค้าปลีกไทย สุดยอดกว่าตอนนี้มาก

'กิจการค้าปลีกดีๆ ที่ราคาเหมาะสม' จึงน่าจะอยู่ในความต้องการของเสี่ยเจริญมาโดยตลอดและในที่สุดก็สมหวังกับการซื้อห้างบิ๊กซี ในต้นปี 2559 และท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ ว่า กลุ่มเสี่ยเจริญมีการ 'ซื้อกิจการทุกปี'

ปี 2555 เข้าลงทุนในกิจการ ดานอน แดรี่ ผู้เล่นรายใหญ่ผลิตภัณฑ์นม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม
ปี 2556 เข้าลงทุนในกิจการ ไทอัน เวียดนาม และ เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (F&N)
ปี 2557 เข้าลงทุนในกิจการของเจ้าของแฟรนไชส์ Family Mart เวียดนาม
ปี 2558 เข้าลงทุนในกิจการห้าง Metro Cash and Carry เวียดนาม

จะเห็นได้ว่า มีการขยายการลงทุนทุกปี ทั้งต้นน้ำ ผลิตสินค้า กลางน้ำแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม และปลายน้ำขายถึงตัวลูกค้า แต่อย่างไรก็ตาม คำถามตัวเบ้อเริ่มคือ ...BigC ที่ราคาแสนกว่าล้าน มันยังคุ้มไหม ?

ราคาหุ้น BigC วันศุกร์ ที่ 5 ก.พ. ก่อนข่าวซื้อกิจการจะออกคือ 227 บาท P/E 25.72 หากมีราคา 252.88 บาท จะทำให้ P/E สูงถึง 28.67 เท่า (ที่EPS 8.82 บาท/หุ้น) แพงกว่าราคาที่นักวิเคราะห์ ทุกรายให้ไว้ใน SET IAA Consensus ณ.วันที่ 8 ก.พ. ที่ให้ไว้ในช่วง 180-225 บาทต่อหุ้นเท่านั้น

แต่นักลงทุนวีไอ ทุกท่านทราบดีว่า การวัดมูลค่าหุ้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

ราคาหุ้นจะมากน้อย ขึ้นกับ ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระที่จะทำได้ในอนาคต นั่นแปลว่า มุมมองของทีมงานเสี่ยเจริญ ต้องเห็นอัพไซด์อะไรในกิจการค้าปลีก ที่ยังมีศักยภาพในอนาคต นิ้วโป้งก็ขอมโนดังนี้

1.Synergy – คือการรวมร่างสร้างพลัง ระหว่างค้าปลีกปลายทาง กับธุรกิจในกลุ่ม เช่น ไทยเบฟ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) เสริมสุข (SSC) โออิชิ (OISHI) เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (F&N) จะได้ช่องทาง distribution channels ในการขายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค เป็นจุดต่อยอดที่ดีให้กับกิจการในเครือ แก้ปัญหาการ 'ไม่มีช่องทางจำหน่ายเป็นของตัวเอง' ที่เป็นหนามยอกใจมานานได้

2.สร้างสถานภาพ 3 ก๊กค้าปลีก – หากโจโฉ คือ คุณธนินทร์ ที่มีทั้ง CPALL และ MAKRO … ซุนกวนเป็นตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่มีเครือค้าปลีก Central, CRC, และ Family Mart … การเข้าซื้อบิ๊กซีของเสี่ยเจริญนี่ ประหนึ่งการเคลื่อนทัพเข้ายึดเสฉวน ของเล่าปี่ได้เลย จากเครือข่าย บิ๊กซี, บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า(อดีตคาร์ฟูร์) และ มินิบิ๊กซี สถานภาพผู้เล่นหลัก 3 รายจะเกิด นี่เป็นกึ่ง Oligopoly ผู้แข่งขันน้อยราย ทุกรายจะมีกำไร ดีกว่าปล่อยให้แข่งกันหลายรายเป็นเบี้ยหัวแตก

3.ปั้นร้านสะดวกซื้อ เพื่อสู้ร้าน 7-11 ซึ่งผมคิดว่า มินิบิ๊กซี ที่มีสาขาตามปั๊ม ทำได้ดีในระดับนึง แต่ยังเพิ่มส่วนของอาหารพร้อมกินที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า ได้อีกเยอะ

4.ต่อยอดเชื่อมคุณค่าธุรกิจอสังหา … เสี่ยเจริญเขามีอาคารสำนักงาน โรงแรม ที่ดินเปล่าทำเลดี มากมาย ร้านค้าปลีกอย่างบิ๊กซี สามารถต่อจิ๊กซอว์ ลงไปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มบนอสังหาได้ทุกที่

สุดท้าย การเข้าซื้อแสนกว่าล้านครั้งนี้ ใช้เงินกู้ขนาดไหน โดยใคร และจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ BigC และ BJC แค่ไหน ? ผู้ถือหุ้น BigC และ BJC ควรต้องติดตามอย่างยิ่ง