“ยุโรป” ได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าแห่งมาตรฐาน” คือมีการตั้งข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ไว้เป็นมาตรฐาน หากใครทำได้จะเรียกว่า
“ได้มาตรฐาน” บางทีมีการติดตราหรือฉลากบอกมาตรฐานไว้บนสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อเป็นตัวชี้วัดให้ผู้บริโภคทราบถึงระดับมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ ความปลอดภัย และปัจจัยอื่นๆ (อาทิ การรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน)
จะว่าไปในยุโรป มีการกำหนดมาตรฐานไว้สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนเรื่องใหญ่ๆ และมีการตรวจสอบมาตรฐานเหล่านั้นอย่างจริงๆ จังๆ ว่าสินค้าและบริการที่บอกว่าได้มาตรฐานนั้น เป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือเปล่า นี่ก็คือหลักการของการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกโกงนั่นเอง ในทางกลับกัน ผู้บริโภคยุโรปกว่าจะฉลาดซื้อ ต้องหมั่นทำความรู้จักกับตรามาตรฐานที่มีมากมาย แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนคือ การตรวจสอบมาตรฐานในยุโรปนั้นเข้มงวดและจริงจัง จนทำให้สินค้าและบริการที่ได้ชื่อว่า “ได้มาตรฐาน” นั้น มักจะเชื่อถือได้ว่าได้มาตรฐานจริง
ผู้ประกอบการ (ไทย) ในฐานะผู้ผลิตและส่งออก (ไปตลาดต่างประเทศ) มักบ่นกันอยู่บ่อยๆ ว่ามาตรฐานยุโรปนั้นสูง ทำยาก จะทำได้ต้องลงทุนสูง ไม่คุ้มค่า แต่เอาจริงๆ หากเราต้องการค้าขายกับยุโรปเราก็ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานของเขา เขาถึงจะซื้อ อย่างน้อยก็ตามมาตรฐานขั้นต่ำที่ภาครัฐยุโรปกำหนดไว้ จึงจะเข้าตลาดยุโรปได้ (ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูงและทำยากระดับหนึ่งแล้ว) หากมองไปเรื่องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยแล้ว ที่เราทำได้ตามมาตรฐานชั้นต่ำที่ภาครัฐยุโรปกำหนดนั่นคงไม่พอ เราต้องหันไปทำมาตรฐานที่ภาคเอกชนของยุโรปกำหนดให้ได้มากขึ้น อันนี้สิน่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยได้จริง
มองอีกด้านหนึ่ง ยุโรปไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงการกำหนดมาตรฐานสูงๆ เหล่านั้น ไว้ให้ประชาชนและผู้บริโภคของตนเองได้ประโยชน์ แต่มุ่งผลักดันให้มาตรฐานของตนกลายเป็น “มาตรฐานสากล” ที่ชาวโลกต้องทำตาม (กำหนดมาตรฐานแข่งกับสหรัฐ) โดยทำผ่านกลยุทธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ (ผ่านการเจรจาความตกลงต่างๆ อาทิ เขตการค้าเสรีจนเป็นเครือข่ายไปทั่วโลก) ด้านการเมือง (ก็เรื่องการส่งเสริมค่านิยมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน) และด้านสังคม (ก็อย่างเช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพแรงงาน) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจยุโรปเอง (ไม่ให้แพ้เอเชีย ที่บางครั้งเรื่องของมาตรฐานเป็นเรื่องรอง แต่เรื่องราคาต่ำและการลดต้นทุนสำคัญกว่า)
สำหรับประเทศไทย มาตรฐาน “สากล” ของยุโรป (และสหรัฐ) เหล่านี้มันจะมีดีกับเราจริงหรือ? เราถูกกดดันให้ทำตามมากไปหรือเปล่าจาก “มาตรฐาน” และ “ค่านิยม” สากลที่ฝรั่งกำหนดขึ้น (แล้วบอกว่าดี) และมาตรฐานและค่านิยมอะไรที่เหมาะและดีกับเรา อันนี้ตอบยาก คงต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป
ที่เห็นเป็นข่าวกันอยู่ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็มีหลายเรื่องที่มาตรฐานยุโรปถูกนำมาเป็น “ตัวชี้วัด” การปฏิบัติตามของไทย ออกมาในลักษณะว่าประเทศไทยทำได้ดี (หรือไม่ดี) ในระดับไหน ยกตัวอย่างเรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ ที่ Trafficking in Persons Report 2014 (TIP Report) ของสหรัฐ ได้ลดอันดับประเทศไทยจากบัญชีกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ลงมาอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ค้ามนุษย์ในระดับที่สหรัฐ เรียกว่าแย่
ตามมาติดๆ สหภาพยุโรปหรืออียูก็ออกมาให้ “ใบเหลือง” ประเทศไทยเรื่องการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing; IUU) เมื่อปีที่แล้ว (หลังจากได้ให้ทั้งใบเหลือง ใบแดง ไปกับหลายประเทศ) แถมขู่ว่าจะให้ “ใบแดง” (ซึ่งหมายถึงการระงับการนำเข้าสินค้าประมง) หากไม่ปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้น
ต่อมายังมีเรื่องมาตรฐานการบินที่มีข่าวเรื่องการแจ้งเตือนขององค์กร ICAO ถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัยของกรมการบินพลเรือนไทย และมีการเข้ามาตรวจและประเมินกันอยู่อย่างต่อเนื่อง
ถามว่า มันแฟร์ไหม กับที่ต้องวิ่งปรับตัวให้ทันเกมส์มาตรฐานและตัวชี้วัดต่างๆ (ที่ฝรั่งกำหนด) อยู่ตลอดเวลา (และทุกปีๆ ก็มีมาตรฐานใหม่ๆ มาให้ปรับตัวอยู่เรื่อยๆ) ส่วนตัวคิดว่า เราเป็นประเทศ “กำลัง” พัฒนา เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องวิ่งไปข้างหน้าและมุ่งหน้าพัฒนากันต่อไป ซึ่งก็รวมถึงการพัฒนาและทำตามมาตรฐานสากลต่างๆ ด้วย ไม่อยากให้มองว่าเป็นการถูกบังคับ
มองในแง่บวก จริงๆ แล้วมาตรฐานสูงๆ เหล่านั้น กลับดีและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและผู้บริโภคคนไทย โดยภาครัฐคงต้องพิจารณาคัดเลือกว่าจะทำตามมาตรฐานสากลเหล่านั้น ให้ได้ในระดับไหนและอย่างไร
ท้ายที่สุด ยังเชื่อว่า มาตรฐานที่สูงของยุโรป เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศ และสร้างชีวิตดีๆ และยกระดับความกินดีอยู่ดีของประชาชนยุโรป ซึ่งหากประเทศไทยพัฒนาทำได้ตามมาตรฐานของฝรั่งไปได้ทีละเรื่องสองเรื่อง จะช่วยยกระดับการพัฒนาประเทศและความกินดีอยู่ดีของคนไทยได้จริง
ที่สำคัญ ไม่อยากเห็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในประเทศไทย แบบการสร้าง “สองมาตรฐาน” (เหมือนที่เป็นๆ อยู่) คือมาตรฐานสูงสำหรับการค้าขายกับต่างประเทศ (เพื่อการส่งออก และมองประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ) แต่ควรต้องนำมาปรับใช้ให้เป็น “มาตรฐานเดียว” กับสินค้าและบริการที่กินใช้กันอยู่ภายในประเทศด้วย แบบนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นการทำตามมาตรฐานฝรั่งแล้วไม่เสียเปล่า แต่เป็นการพัฒนาประเทศและยกระดับความกินดีอยู่ดีของคนไทยให้เป็น “สากล” อย่างแท้จริง
-----------------------
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd






