วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี

บริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต้องจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นทุกปี โดยปกติจะจัดประชุมภายใน 4 เดือน

นับแต่สิ้นรอบปีบัญชี สำหรับบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดก็เช่นเดียวกัน ต้องจัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีภายใน 4 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดรอบปีบัญชี

กิจกรรมหลักที่จะเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พิจารณาคือ การอนุมัติงบดุล การจ่ายเงินปันผล และถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการก็ต้องมีวาระการแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาด้วย และเรื่องอื่นๆ ที่ต้องเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณา บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด ส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดจะมีรอบปีบัญชีตามปีปฏิทิน ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี บรรดาบริษัทต่างๆ จึงมีข่าวคราวเกี่ยวกับผลประกอบการ การจ่ายเงินปันผล การเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท จะมีทยอยออกมาเรื่อยๆ

การประชุมใหญ่ผู้หุ้นของบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัดที่เป็นกิจการขนาดใหญ่มีชื่อเสียง จะไม่มีปัญหามากนัก แต่ก็อาจจะมีบ้างถ้าหากมีวาระสำคัญ เช่นการเปลี่ยนแปลงกรรมการอันมีผลเกี่ยวเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารงาน ก็อาจมีกรณีพิพาทเกิดขึ้น สำหรับข้อพิพาทที่เกิดจากการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ส่วนมากจะมาจากประเด็นการเปลี่ยนแปลงกรรมการ

มีคดีที่น่าศึกษาคือ กรณีผู้ถือหุ้นอีกกลุ่มหนึ่ง จะเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการชุดที่บริหารอยู่เดิม และเนื่องจากทั้งสองฝ่ายถือหุ้นฝ่ายละกึ่งหนึ่งเท่ากัน หากมีการนัดประชุมกันตามปกติ ก็จะไม่สามารถลงมติเปลี่ยนแปลงกรรมการได้ เพราะคะแนนเสียงจะเท่ากัน ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงกรรมการ จึงใช้วิธี ทำทีเป็นมีหนังสือเชิญประชุม แต่ไม่มีการส่งหนังสือเชิญประชุมให้ผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายหนึ่งรู้ว่าจะมีการประชุม และก็ไม่มีการประชุมจริง แล้วทำรายงานการประชุมเท็จที่มีแต่ฝ่ายตนเข้าประชุมถึง 2 ครั้ง นำไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมี 3 คนจึงฟ้องบริษัทเป็นจำเลยที่ 1และพวกอีก 2 คน ต่อศาลขอให้พิพากษาว่ารายงานการประชุมทั้งสองครั้งนั้นเป็นโมฆะ

โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า รายงานการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 3/2543เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2543 และครั้งที่ 4/2543 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนเพิกถอนคำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด คำขอที่ (2) 430705 - 35 ฉบับรับวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาที่3524/2555 วินิจฉัยว่า บริษัทจำเลยที่ 1 มีผู้ถือหุ้นเพียง 7 คน คือ โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 2 ที่ 3 ศ. และ น. โดยโจทก์ทั้งสามถือหุ้นรวมกันครึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมด โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการบริหารมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ทั้งร่วมกับจำเลยที่ 2 ดูแลและบริหารการเงินของจำเลยที่ 1 ตลอดมาจนมีกรณีพิพาทกันรวมเวลานานถึง 7 ปีเศษ

เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไปว่า เรื่องการเงินของบริษัทเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการประกอบกิจการของบริษัทที่กรรมการต้องดูแลและบริหารอย่างใกล้ชิดและระมัดระวัง การที่จะประชุมผู้ถือหุ้นโดยมีวาระให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะทำให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจหน้าที่ดูแลและบริหารการเงินของจำเลยที่ 1 เช่นแต่ก่อนที่ดูแลและบริหารร่วมกันสืบเนื่องติดต่อกันตลอดมา ทั้งที่โจทก์ทั้งสามถือหุ้นอยู่ถึงครึ่งหนึ่งเช่นนี้ มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าหากโจทก์ทั้งสามทราบวันนัดประชุม

โจทก์ทั้งสามต้องไปประชุมอย่างแน่นอนการที่โจทก์ทั้งสามไม่ได้ไปประชุม เชื่อว่าโจทก์ทั้งสามไม่ทราบวันนัดประชุมนั่นเองและการที่โจทก์ทั้งสามไม่ทราบวันนัดประชุมและไม่ได้ไปประชุมก็มิได้หมายความว่ามีการประชุมกันจริง การจะมีการประชุมกันจริงหรือไม่ย่อมอยู่ในความรู้เห็นของฝ่ายจำเลยทั้งสามโดยเฉพาะพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ไม่มีการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือส่งทางไปรษณีย์แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงตามที่นำสืบน่าเชื่อว่ามิได้มีการส่งหนังสือขอเชิญประชุมสำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับการประชุมแม้จำเลยที่ 2 ศ. และ อ. เบิกความว่ามีการประชุมกันจริง

ผู้เข้าประชุม 4 คน คือ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ศ. และ น. ได้ลงชื่อไว้ในรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมทั้งสองครั้งก็ตาม แต่ ศ. ถือภริยาจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ก็เป็นญาติ ศ. ซึ่งโจทก์ที่ 2 เบิกความว่าเป็นคนรับใช้ในบ้านจำเลยที่ 2 เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งจำเลยที่ 3 และ น. ถือหุ้นคนละ 500 หุ้น อันเป็นการถือหุ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ถือหุ้นคนอื่น อาจเป็นกรณีที่มีการจัดให้มีผู้ถือหุ้นให้ครบ 7 คน เพื่อสามารถจัดตั้งเป็นบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1097 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ได้ หน้าที่การงาน สถานะ และจำนวนหุ้นที่จำเลยที่ 3 และ น. ถืออยู่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 และ น. อาจทำการต่างๆ ตามความต้องการของจำเลยที่ 2 และ ศ. การที่ น. ลงชื่อในรายชื่อผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมทั้งสองครั้งจึงไม่ใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักให้รับฟังว่ามีการประชุมกันจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นทั้งสองครั้ง ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อสังเกต ในคดีนี้ศาลอาศัยข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในการดำเนินธุรกิจ และพยานแวดล้อมประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยได้ว่า ไม่มีการประชุมจริง รายงานการประชุมที่ทำขึ้นเป็นรายงานการประชุมที่เป็นเท็จ