วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SMEs ใน New Normal

ในบทความที่ 200 ฉบับนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของผู้เขียน เพราะนอกจากจะเป็นหลักไมล์ที่สำคัญ ในการเป็นนักเขียน

กว่า 10 ปีแล้ว ยังเป็นเพราะบทความนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้รับใช้สังคมในแง่มุมอื่นๆ

ในครั้งนี้ ผู้เขียนภูมิใจยิ่งขึ้นเพราะได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้จัดงาน SMEs ในยุค New Normal ให้บรรยายในหัวข้อ “ธุรกิจและการปรับตัวของ SMEs ในยุค New Normal” ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ณ Hall 1 Impact Arena เมืองทองธานี ร่วมกับกูรูเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจระดับประเทศ รวมถึงผู้บริหารบริษัทข้ามชาติหลายท่าน

เพื่อตอบโจทย์ภาวะเศรษฐกิจใน New Normal ผลกระทบสืบเนื่องจากภาวะดังกล่าว รวมถึงแนวทางในการเตรียมตัวของ SMEs ต่อโจทย์ใหม่นี้นั้น ผู้เขียนขอนำประเด็นบางส่วนที่จะพูดในงานดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟัง ณ ที่นี้ โดยจะเน้นถึงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจที่จะใช้ในการปรับตัวรับมือกับเศรษฐกิจใหม่ในภาวะ New Normal ที่ “โตต่ำ ค้าน้อย โภคภัณฑ์ถูก และผลตอบแทนการลงทุนต่ำและผันผวน” เช่นปัจจุบัน

ถึงแม้โลกใน New Normal ดูจะเสี่ยงเช่นไร แต่ผู้เขียนมองว่าโลกและไทยยังมีแสงสว่างอย่างน้อย 3 จุด

จุดที่หนึ่ง ได้แก่กระแส Disruptive Technology หรือเทคโนโลยีที่มีความสำคัญมากขึ้นจนหลายคนขนานนามกระแสนี้ว่าเป็น “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่” อันประกอบด้วยนวัตกรรม 7 ประการ อันได้แก่ (1) Social Network (2) Mobile Platform (3) Artificial Intelligence (AI) (4) Cloud Computing และ Big Data Analytic (5) 3D Printing (6) Internet of Things (IoT) และ (7) Virtual Reality (VR)

นวัตกรรมทั้ง 7 นี้จะนำไปสู่การพัฒนารูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น รูปแบบการผลิตที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (IoT, AI) มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น (Social Network, Mobile) สามารถสร้างอุปกรณ์ต้นแบบได้ง่าย (VR, 3D Printing) มีข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์อย่างมหาศาล เห็นภาพที่หลากหลายอย่างทันท่วงที (Cloud, Big Data) ซึ่งธุรกิจ SMEs ที่เกิดใหม่อาจสามารถนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เหล่านี้มาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในการผลิต หาช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงใช้ข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจได้

จุดที่สอง ได้แก่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยแม้ว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่โดยรวมจะชะลอการขยายตัวลงในปัจจุบัน เนื่องจาก (1) พึ่งพิงการผลิตและส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคามีแนวโน้มลดต่ำลงระยะยาว (2) เสี่ยงต่อความผันผวนทางการเงินโลก (รวมถึงสงครามค่าเงิน) อันเป็นผลมาจาก Policy Divergence หรือการแตกต่างเชิงนโยบายการเงิน โดยสหรัฐมีทิศทางขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องขณะที่เศรษฐกิจอื่นๆ ผ่อนคลายการเงิน และ (3) มีจุดอ่อนในประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ทั้งในเชิงกายภาพ (Hard) เช่น ถนนหนทาง และสาธารณูปโภคต่างๆ และเชิงสถาบัน (Soft) เช่น กฎระเบียบ รวมถึงสถาบันทางการเมืองการปกครองต่างๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์และต้องการการปฏิรูป

แต่ตลาดเกิดใหม่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงระดับมหากระแส (Megatrend) อย่างน้อย 2 ประการที่ทำให้ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจในอนาคต ประการแรก ได้แก่ กระแส Urbanization หรือ การขยายตัวของสังคมเมือง โดยสำนักวิจัย Credit Suisse คาดการณ์ว่า อีก 20 ปีนับจากนี้ ประชากรชาวเมืองในตลาดเกิดใหม่จะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 60 ล้านคนทั่วโลก

ขณะที่สำนักวิจัย EIU คาดว่า ในระดับโลกนั้น หัวเมืองรองที่มีประชากรระหว่าง 2-5 ล้านคน จะมีโอกาสขยายตัวสูงสุดทั้งในแง่ของประชากรและรายได้ โดยรายได้เฉลี่ยของเมืองเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 9% มากกว่าในเมืองหลวงที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียงปีละ 6.3%

ในส่วนของไทยนั้น รายได้ต่อหัวในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างปี 2552-56 เพิ่มสูงถึงปีละ 9-12% มากกว่ารายได้ต่อหัวในกรุงเทพฯ ที่ 3.3% ต่อปี ซึ่งกระแสรายได้ของประชากรในหัวเมืองรองที่เพิ่มขึ้นนี้ จะทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงที่อยู่อาศัยและการลงทุนในด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในเมืองเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ประการที่สอง กระแสการบริโภคนิยมในตลาดเกิดใหม่ที่จะเพิ่มขึ้น โดยสำนักวิจัย McKinsey คาดว่าการบริโภคโดยรวมในตลาดเกิดใหม่จะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2553 เป็น 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งสาเหตุที่การบริโภคในตลาดเกิดใหม่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเพราะรายได้ที่สูงขึ้น โดย McKinsey คาดว่า ใน 10 ปีข้างหน้า ประชากรชาวเอเชียกว่า 900 ล้านคนจะเลื่อนเข้าสู่การเป็นชนชั้นกลาง

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้รสนิยมในการบริโภคจะเปลี่ยนไปจากสินค้ามูลค่าเพิ่มต่ำ เช่น อาหารและเฟอร์นิเจอร์ เป็นสินค้าขั้นสูงเช่นรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เห็นได้จากยอดขายรถยนต์ในจีนที่ขยายตัวปีละประมาณ 20% โดยตลอด โดยรถที่เป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันได้แก่รถยนต์อเนกประสงค์ (SUVs) อันเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ถูกลงทำให้ประชาชนหันมาซื้อรถคันใหญ่ขึ้น

ทั้งนี้ กระแสบริโภคนิยมของชนชั้นกลางเกิดใหม่ทั้งในเมืองหลวง ปริมณฑล และหัวเมืองรอง จะเป็นหนึ่งในโอกาสให้กับ SMEs ในการทำการตลาดเจาะกลุ่มเหล่านี้ โดยแม้ว่ารายได้ของคนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นรวดเร็ว แต่ระดับรายได้ยังไม่สูงนัก บ่งชี้ว่าสินค้าและบริการที่จะกลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีคุณภาพดีแต่ราคาไม่แพง ซึ่งการสร้างผลิตภัณฑ์ที่จับหลากหลายกลุ่มก็อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์นี้ได้

จุดสุดท้าย ได้แก่กระแสภูมิภาคนิยม อันเป็นผลจากการเจรจาการค้าในระดับพหุภาคีโดยเฉพาะในกรอบองค์กรการค้าโลก (WTO) ไม่คืบหน้า ส่งผลให้ความนิยมในเขตการค้าเสรีในกรอบภูมิภาค (Regional Trade Agreement) เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) มีเพิ่มขึ้น และทำให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในภูมิภาคเพิ่มขึ้นทวีคูณ เห็นได้จากการค้าทั้งชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ที่ยังคงขยายตัวที่ 7.7% ในปี 2558 แม้ว่าการส่งออกของไทยโดยรวมจะหดตัวที่ -5.8% ก็ตาม

นอกจากนั้น การที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV เหล่านี้เติบโตได้อย่างร้อนแรง โดยขยายตัวในระดับ 6-8% ต่อปีโดยตลอด ประกอบกับทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานที่มีมากนั้น ทำให้เป็นทั้งตลาดและจุดหมายในการลงทุนที่ดีของผู้ประกอบการชาวไทย โดยอาจต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากเสถียรภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง รวมถึงจากกฎระเบียบที่ยังไม่ชัดเจนบ้าง

ทั้งสามจุดนี้จะเป็นดั่งสปอตไลท์สาดส่องให้ธุรกิจ SMEs ไทยสามารถลงทุนและทำธุรกิจได้ ในภาวะ New Normal เช่นในปัจจุบัน