วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุทธศาสตร์เพื่อคนส่วนใหญ่

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะพิจารณารายงาน

ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ของสภาขับเคลื่อนฯ “เรื่อง การจัดทำ การกำหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.” ในวันนี้(16 ก.พ.) ซึ่งถือว่าน่าจับตาเป็นพิเศษเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ และหากพิจารณาจากเหตุผลการยกร่างกฎหมายถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศอีกราว 20 ปีข้างหน้า

หากพิจารณาหลักการกฎหมาย ระบุว่า “เพื่อให้การพัฒนาของประเทศไทยขาดความต่อเนื่อง เพราะลักษณะของการเมืองส่วนใหญ่มุ่งหวังประโยชน์เฉพาะช่วงระยะของรัฐบาลนั้น มากกว่าประโยชน์ระยะยาวของประเทศ อีกทั้งแผนพัฒนาของไทยกระจัดกระจายอยู่ตามรายกระทรวง การจัดสรรงบประมาณและจัดสรรทรัพยากรของประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการแบบแยกส่วน ภาคเอกชนมีโอกาสร่วมน้อยและภาคประชาชนเกือบไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของชาติ อีกทั้งประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนากว่า 60 ประเทศทั่วโลกมียุทธศาสตร์ชาติ” 

ตามร่างกฎหมายทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานราชการ จะต้องดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด และจะมีการจัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์ชาติภายใน 90 วันหลังกฎหมายประกาศใช้ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน้าที่กำหนดนโยบายและการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐทั้งหมด แต่ก็ถือว่ามีความยืดหยุ่นพอสมควรในแผนดังกล่าว เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุก 5 ปีเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์

หากเราสามารถจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้ และสามารถทำได้ตามแผน ก็จะเป็นครั้งแรกที่สามารถดำเนินการได้อย่างมีทิศทาง เพราะที่ผ่านมา เรามักจะมีแผนและยุทธศาสตร์ชาติมากมาย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองก็มักจะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีแผนและยุทธศาสตร์ต่างๆอยู่ตามหน่วยงานรัฐมากที่สุดในโลก เพราะหากดูรายละเอียดแต่ละหน่วยงานก็จะพบว่าทุกหน่วยงานมีแผนและยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น เพียงแต่จะได้รับการปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น

ประเด็นของยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่มีการพูดถึงกันมานาน เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และมีประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว นั่นคือ การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติจะเปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ จากเดิมที่แผนงานเหล่านี้จะมาจากส่วนราชการหรือที่เรียกว่าเทคโนแครท ซึ่งพบว่าที่ผ่านมาแม้สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ แต่มีปัญหาด้านสังคมอื่นๆตามมามากมาย

เราเห็นว่าประเด็นสำคัญหากมีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นประเด็นท้าทายอย่างมาก คือ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่มได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์หรือแผนการพัฒนาต่างๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์มักจะกระจุกตัวอยู่เพียงคนกลุ่มเดียว ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากเรามุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมและการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และยิ่งลักษณะของระบบการเมืองที่ยังมีการใช้อำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ทำให้ยากอย่างมากที่จะเปิดกว้างให้ผู้มีส่วนได้เสีย เข้ามามีส่วนร่วมกับยุทธศาสตร์ แม้ว่าการกำหนดยุทธศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน แต่ก็มีประเด็นที่น่ากังวลอยู่อีกมากเช่นกัน