ในสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดเงินและตลาดทุน โดยค่าเงินบาท
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือนที่ 35.24 บาทต่อดอลลาร์ จากช่วงเปิดตลาดต้นสัปดาห์ที่ระดับ 35.54 บาทต่อดอลลาร์และปิดตลาดในวันศุกร์ เงินบาทกลับมาอ่อนค่าอยู่ที่ 35.57 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วงหนักในช่วงท้ายสัปดาห์หนัก โดยวันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ดัชนีลดลง 24.00 จุด หรือ -1.84% ปิดที่ 1,280.74 จุด เทียบกับปิดตลาดวันศุกร์ที่ 5 ก.พ.ที่ระดับ 1,306.29 จุด
ความผันผวนที่เกิดขึ้นเป็นผลจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคสถาบันการเงิน ที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ในเยอรมันอย่างดอยช์แบงก์ กำลังถูกตั้งคำถามถึงความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งไม่ใช่แค่ธนาคารแห่งนี้แห่งเดียว ยังมีสถาบันการเงินอีกว่า 30 แห่งในตลาดหุ้นยุโรปที่กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกัน
ความกังวลของตลาดเกิดขึ้นจากความไม่มั่นใจในฐานะการเงินของสถาบันการเงินเหล่านี้ ว่าจะมีความสามารถในการสร้างรายได้ให้เพียงพอชำระหนี้ได้หรือไม่ เพราะมีหนี้หลายประเภท ขณะเดียวกันยังมีการให้วงเงินกู้ให้กับธุรกิจในภาคพลังงาน ซึ่งในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงอย่างรุนแรง ย่อมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต
นอกจากราคาหุ้นที่ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปี ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นอย่างค่าประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (CDS)ของดอยช์แบงก์พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี จากที่เคยซื้อขายอยู่ที่ 1.00% ปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 2.64% ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.30% หลังจากที่ธนาคารได้ประกาศจะซื้อคืนหุ้นกู้จำนวนกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะทำคำเสนอซื้อหุ้นกู้ไม่มีประกันสกุลยูโรมูลค่า 3 พันล้านยูโร และทำคำเสนอซื้อหุ้นกู้สกุลดอลลาร์มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์
สำหรับภาคการเงินไทยแม้จะเชื่อมโยงกับตลาดการเงินโลก แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ยังเชื่อว่าผลกระทบจะไม่มากนัก เนื่องจาก
ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียน มีการลงทุนในสถาบันการเงินยุโรปไม่มากนัก โดยมีการลงทุนในตราสารของกลุ่มธนาคารยุโรป รวมกันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,141 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.05% ของสินทรัพย์รวม
กรณีเลวร้ายที่สุดหาก ดอยซ์แบงก์ต้องปิดกิจการธปท.ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายให้กับระบบสถาบันการเงินไทยคิดเป็นประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เท่านั้น คิดเป็นเพียง 3% ของรายได้ทั้งระบบในปีที่ผ่านมา
ในปี 2558 สถานะของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยยังมีความแข็งแกร่งโดยมีระดับกันสำรองหนี้เสียในระดับสูงถึง 156%ของเงินสำรองพึงกัน และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS ratio) ที่ 17.4% สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดที่ 8.5%
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับดอยช์แบงก์ทำให้เกิดความกังวลว่าความเสี่ยงภาคการเงินโลกครั้งนี้ จะสร้างเกิดวิกฤติศรัทธาในสถาบันการเงินโลก เหมือนกับวิกฤติเลห์แมนบราเธอร์ส วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐที่ ลากความเสียหายให้เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ และสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดในปี 2551 แต่ด้วยปัญหาที่แตกต่างกันด้วยความซับซ้อนของธุรกรรมที่น้อยกว่าประกอบกับการลงทุนของสถาบันการเงินไทยที่เข้าไปลงทุนไม่มาก ทำให้อุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง
แต่ด้วยตลาดเงินที่เชื่อมโยงกันไปหมด แม้ว่าสถาบันการเงินไทยจะแกร่งพอรับมือปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หนีไม่พ้นว่าความผันผวนนับจากนี้จะยังมีอยู่แน่นอน กระแสเงินทุนไหลเข้าออกที่จะอ่อนไหวตามข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ตลาดเปลี่ยนไปได้ทั้ง 2 ทิศทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






