“ประเทศจีนพัฒนาแล้ว พอมีเหลือบ้างแล้ว ถึงเวลาของเราแล้วละ” เป็นส่วนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2015
ที่กรุงวอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา ของผู้ชายที่ชื่อ จินลี่ฉวิน (金立群) อายุ 66 ปี ที่กล่าวกับผู้ฟังด้วยภาษาอังกฤษที่ลื่นไหลไม่มีติดขัดแม้แต่น้อย เขาเป็นผู้ว่าการคนแรกของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเซีย (AIIB) ที่จีนเป็นแกนนำในการจัดตั้งขึ้น
ระเบียบทางการเงินระหว่างประเทศภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้กำหนดขึ้นมา สำหรับสหรัฐอเมริกาแล้ว เงินเป็นเครื่องมือมาตลอด “70 ปีที่ผ่านไปแล้ว ภาพพจน์ของโลกนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว”
โลกใหม่นี้ทำให้จีนเคลื่อนไหวเป็นแกนนำ ประสบการณ์ทางการเงินในการถ่ายทอดแนวคิดแห่งจีนสมัยใหม่ช่างงดงามเหลือเกิน เขาเป็นรองผู้ว่าการธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB) ชาวจีนคนแรกโดยผันตัวเองมาจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง แต่ว่าครึ่งแรกของชีวิตไม่ได้งดงามขนาดนั้น
ในปี 1968 ขณะที่เป็นนักเรียนมัธยมปลายอยู่นั้น เหมาเจ๋อตงที่ผลักดันการปฏิวัติวัฒนธรรมได้ให้แนวทางในการส่งเยาวชนที่เป็นปัญญาชนไปรับการศึกษาเพิ่มเติมในชนบทต่างๆ เขาเดินทางไปรับหน้าที่ที่ชนบทในมณฑลเจียงซูและเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายที่มีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่เคารพนับถือ ชื่อ หลี่อิงต๋า (李颖达) อายุ 74 ปี ที่เล่าว่า “เขาเล่นท่องจำพจนานุกรมภาษาอังกฤษทั้งเล่มเลย”
เนื่องจากการงานในไร่นาที่หนักมาก เยาวชนรอบๆ ตัวเขาต่างทยอยเลิกเรียนไป จินลี่ฉวิน เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใจจดใจจ่อทุกคืนอยู่กับหนังสือต้นฉบับของเช็คสเปียร์โดยอาศัยแสงตะเกียงจนดึกดื่น
จางชุนเหวียน (张春元) อายุ 66 ปี ผู้อาศัยในหมู่บ้านนั้น ยังจำได้ดีว่า จินลี่ฉวินท่องกลอนของหลี่ไป๋ (李白) ที่ว่า “天生我才必有用” บ่อยๆ ซึ่งแปลว่า “ฟ้าให้กำเนิดความสามารถของข้าพเจ้ามา จึงมีประโยชน์แน่นอน” เขาได้รับอนุญาตให้เรียนต่อในระดับปริญญาโทและเรียนจบเมื่ออายุเลยวัย 30 ปีไปแล้ว
ชีวิตชนบทที่ยาวนานถึง 10 ปี จะเป็นทางอ้อมของชีวิตหรือไม่นั้น เป็นคำถามที่เขาได้รับภายหลังการประชุมที่โรงแรมระดับดีในลอนดอนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2015 คำตอบก็คือ “ชีวิตที่ติดดินทำให้รู้ถึงชีวิตที่ยากลำบากของชาวนา การได้มีโอกาสเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการพัฒนาให้ชีวิตชาวนาดีขึ้นเป็นเวลากว่า 35 ปี ก็คือความภาคภูมิใจของข้าพเจ้า”
ในระหว่างสนทนา จินลี่ฉวิน ที่แต่งตัวด้วยเสื้อเชิร์ตอย่างดีและกระดุมแขนส่องแสงเป็นประกายได้สอดแทรกคำพูดของมาร์เวล กวีชาวอังกฤษ เป็นครั้งคราว ในเมื่อธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเซียมีอยู่แล้ว ทำไมจีนจะต้องจัดตั้งธนาคารใหม่ขึ้นด้วย เมื่อถูกถามเช่นนี้ เขาตอบกลับไปอย่างชาญฉลาดว่า “ถ้าใครคิดว่าทำไมจะต้องมีธนาคารใหม่ในบริเวณนี้ละก้อ คงต้องเงี่ยหูฟังเสียงผู้บริโภคที่ไม่ได้พอใจกับธนาคารสองแห่งที่มีอยู่แล้ว”
อดึตทูตสหรัฐอเมริกาประจำ ADB ผู้ที่รู้จักจินลี่ฉวิน สมัย ADB เป็นอย่างดี ย้อนระลึกว่า “ผู้บริหารชาวจีนมักจะปฏิบัติต่อธุากิจจีนเป็นพิเศษ แต่ จินลี่ฉวิน ไม่ได้ให้ความรู้สึกที่เป็นเช่นนั้นเลย” จินลี่ฉวิน เป็นผู้ที่โยนการกระทำที่มีมาทั้งหมดทิ้งไปเลย เมื่อฤดูใบไม้ร่วมปี 2015 จินลี่ฉวิน ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วพูดอย่างน้ำไหลไฟดับในการประชุมที่สิงคโปร์ว่า “ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรมแล้ว หน่วยงานจัดอันดับเครดิตไม่ต้องมีเสียเลยก็ได้ พวกเราสามารถระดมเงินทุนในตลาดจีนได้อยู่แล้ว” นั่นคือจังหวะที่บริษัทจัดอันดับเครดิตสหรัฐอเมริกาโจมตีจุดอ่อนที่ว่า AIIB ที่ไม่มีญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา เป็นที่สงสัยกันว่าจะไม่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่สูงที่สุด
จินลี่ฉวิน ไม่ใช่เพียงผู้เดียวเท่านั้น สีจิ้นผิงและระดับผู้นำจีนปัจจุบัน ต่างก็เป็นผู้ที่อยู่ในรุ่นการปฏิวัติวัฒนธรรมในวัยหนุ่มสาวมาแล้ว ภาพของจีนปัจจุบันที่เข้ามาทวงความเป็นมหาอำนาจของโลกอีกครั้งหนึ่งถัดจากสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้าบดบังประวัติศาสตร์อันอัปยศที่ถูกย่ำยีจากลัทธิจักรวรรดินิยม ในบางครั้ง ณ เบื้องลึกแห่งความแข็งกร้าวที่สะท้อนออกมาในสื่อมวลชน ความดื้อรั้นของพวกเขาแต่ละคนในการตะกายขึ้นมาจากโคลนตมที่มีโอกาสทั้งความเป็นความตายอยู่ด้วยกันก็มีอยู่เหมือนกัน
ประโยคสุดท้ายเป็นทัศนคติของสื่อมวลชนญี่ปุ่น โดยเฉพาะนิฮอนเคอิไซชิมบุนที่มักจะแฝงความรู้สึกดูถูกดูแคลนจีนและยกตนข่มท่านอยู่ตลอดเวลา โดยลืมไปว่า ยุคสมัยแห่งความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นที่สามารถเหยียบย่ำผู้อื่นได้มันหมดไปนานแล้ว
ข้อคิดจากชีวิตอันยากลำบากของผู้นำจีนรุ่นปัจจุบันในยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมก็คือ เยาวชนไทยปัจจุบันที่ไม่รู้จักความยากลำบากจะมีความมุ่งมั่นในการสร้างประเทศชาติ และเห็นความสำคัญของการพัฒนาชีวิตของผู้ด้อยโอกาสได้อย่างไร
-----------------------------
ที่มา : บทความประจำหน้า 1 ของนิฮอนเคดิไซชิมบุน ประจำวันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม 2016









