วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Startup กับ ความรู้เรื่องการเงิน

มีผู้กล่าวอยู่เสมอว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ดำเนินการมาจนประสบความสำเร็จ มักจะมีปัญหาในเรื่องการสรรหาไอเดียใหม่ๆ มาช่วยขยายธุรกิจ

ในขณะที่กลุ่มสตาร์ทอัพ ที่เต็มไปด้วยไอเดียที่บรรเจิดจ้า แต่ก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของการหาเงินทุนเพื่อมาสนับสนุนในไอเดียหรือแนวคิดธุรกิจของตนเป็นจริงขึ้นมาได้

ปัญหาเรื่องการเงินกับสตาร์ทอัพ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการผลักดันความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจจริงที่ให้ผลตอบแทนกับเจ้าของไอเดียได้ตามที่คาดหวังไว้

การมุ่งคิดแต่เรื่องการสร้างนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องของการเงินที่จะมาเป็นทุนในการผลักดันความคิดให้กลายเป็นธุรกิจจริงขึ้นมาได้ จึงเปรียบเสมือนเป็นกับดักความสำเร็จของสตาร์ทอัพที่หลายๆ คนอาจมองข้ามไป

หรือการมีความเชื่อว่า จะสามารถไปขอกู้เงินกับธนาคารพาณิชย์เพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำหรับสร้างกิจการใหม่ได้โดยง่ายนั้นน่าจะเป็นความคิดวางแผนการเงินที่ผิดพลาด เนื่องจากแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจที่จะได้มาจากธนาคารพาณิชย์ ส่วนใหญ่มักจะเป็นแหล่งเงินเพื่อสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนสำหรับธุรกิจที่ดำเนินกิจการไปตามปกติประจำวัน หรือการลงทุนในโครงการขยายกิจการของธุรกิจที่ดำเนินอยู่แล้ว เพื่อสร้างความเติบโตหรือยอดขายให้เพิ่มขึ้นจากเดิม

โดยธนาคารพาณิชย์มักจะมีการประเมินกระแสรายได้ในอนาคตของธุรกิจจากข้อมูลความสำเร็จที่ผ่านมาของธุรกิจ เช่น การมีกระแสรายได้ที่ต่อเนื่อง การเดินบัญชีอย่างสม่ำเสมอ การแสดงถึงศักยภาพในการชำระดอกเบี้ยและการคืนเงินต้นให้แก่ธนาคาร รวมไปถึงการมีหลักประกันที่คุ้มกับมูลค่าของสินเชื่อที่ต้องการ

ทั้งนี้ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องมีวิธีการบริหารความเสี่ยงต่อการผิดชำระหนี้ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงต่อผลการดำเนินกิจการของธนาคารโดยตรงที่ต้องระมัดระวัง

ดังนั้น ธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในลักษณะการเริ่มต้น มีการใช้จ่ายเงินเพื่อการสร้างสินค้าต้นแบบเพื่อทดสอบไอเดียของเจ้าของความคิด หรือทดสอบความต้องการของตลาด

ซึ่งเป็นการใช้เงินไปโดยที่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะต้องใช้เงินในการปรับปรุงพัฒนาไปอีกเท่าไรจนกว่าจะได้ตัวผลิตภัณฑ์ที่สามาถออกสู่ตลาดและสร้างยอดขายกลับคืนมาได้

รวมถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายออกไปอยู่ตลอดเวลาที่ยังไม่สามารถขายสินค้าได้ในปริมาณมากพอที่จะได้กำไรคุ้มกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ

ความรู้ในด้านการบริหารการเงินของสตาร์ทอัพ จึงแตกต่างไปอย่างมากกับการบริหารการเงินของธุรกิจที่อยู่ตัวแล้วและมีการดำเนินธุรกิจไปในลักษณะที่เป็นปกติประจำวัน ที่จะมีกระแสรายได้จากยอดขายกลับเข้ามาทุกวัน ตามแนวโน้มที่สามารถประมาณการได้ด้วยความแม่นยำในระดับหนึ่ง

 แหล่งเงินที่สำคัญสำหรับสตาร์ทอัพที่กำลังเริ่มต้นทดสอบไอเดียธุรกิจ จึงต้องเน้นไปที่แหล่งเงินที่มีลักษณะพิเศษ เช่น 

1. เงินออมที่สะสมไว้เอง เงินยืมแบบไม่มีดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำจากผู้ที่รู้จักชอบพอและมีศรัทธาและความเชื่อว่าธุรกิจหรือตัวสตาร์ทอัพเองมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จเชิงธุรกิจได้ และพร้อมที่จะเสียเงินจำนวนนั้นไปโดยไม่หวังผลตอบแทนหากธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นไม่ประสบความสำเร็จ หรือสามารถรอคอยความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน เช่น เงินจากพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ญาติสนิท เพื่อน ฯลฯ

2. เงินรางวัลที่ได้จากการนำไอเดียธุรกิจเข้าประกวดแข่งขันในรายการต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่มากพอสำหรับธุรกิจทั้งหมด แต่อาจจะช่วยได้ในบางเรื่อง

3. นำทรัพย์สินหรือของมีค่าบางส่วนออกมาขายหรือให้เช่า เพื่อเปลี่ยนมาเป็นเงินที่จะนำมาใช้ลงทุนทางธุรกิจ

4. เงินจากการทำงานพิเศษ หรือ เงินเดือนที่ได้จากการทำงานในปัจจุบัน แบ่งมาใช้สำหรับการเตรียมการสร้างสินค้าหรือธุรกิจใหม่

5. การใช้วงเงินบัตรเครดิตเป็นค่าใช้จ่ายไปก่อน แต่มีระยะเวลาคืนเงินภายใน 1 เดือน หากผิดเงื่อนไขชำระ อาจจะถูกคิดดอกเบี้ยในอัตราค่อนข้างสูง

6. การขอรับการสนับสนุนจากโครงการของภาครัฐสำหรับช่วยสตาร์อัพเริ่มสร้างธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีตั้งแต่เงินสนับสนุนแบบให้เปล่า เงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ เงินสนับสนุนบางส่วน การช่วยค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งอาจจะมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามและอาจมีค่าธรรมเนียม

7. การขอรับการสนับสนุนจากธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) ซึ่งอาจจะต้องแบ่งความเป็นเจ้าของธุรกิจบางส่วนให้กับบริษัทหรือผู้ที่จะเข้ามาร่วมลงทุน ตามวิธีการและเงื่อนไขที่จะต้องตกลงกัน เช่น อาจต้องมีการนำเสนอไอเดียหรือแผนธุรกิจให้ผู้สนใจจะร่วมลงทุนให้ทราบ และตอบข้อซักถามก่อน ซึ่งอาจต้องเปิดเผยความลับทางธุรกิจบางส่วนให้ทราบก่อนที่จะตกลงกันได้

8. ในยุคปัจจุบัน อาจมีการใช้วิธีการระดมทุนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งในประเทศไทยกำลังมีผู้สนใจและกล่าวขานถึงมาก องค์กรภาครัฐกำลังศึกษาความเป็นไปได้พร้อมกฏระเบียบที่จะปกป้องทั้งนวัตกรและผู้ลงทุน อาจมีได้ทั้งในรูปแบบของการสนับสนุนเป็นเงิน หรือการสนับสนุนในแบบการให้สินค้าตอบแทนตามจำนวนเงินทุนที่ร่วมสมทบ

9. การนำเสนอขายสินค้าล่วงหน้า เพื่อนำเงินที่ได้มาพัฒนาธุรกิจ หรือการนำเอาหนังสือสัญญาซื้อขาย หรือใบสั่งซื้อ ไปขายลดให้กับสถาบันการเงินหรือธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบธุรกรรม แฟคเตอร์ริ่ง (Factoring)

10. ในต่างประเทศ จะมีนักลงทุนที่ต้องการเสาะแสวงหาธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนหรือยอดขายที่สูงมาก และพร้อมที่จะให้เงินลงทุนที่เรียกกันว่า Angel Investor (นักลงทุนเทวดา) ที่พร้อมจะทุ่มเงินมาสนับสนุนหากเห็นด้วยกับแนวความคิดของสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่จะเป็นมหาเศรษฐี หรือนักบริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาในอดีต แต่ในเมืองไทยยังไม่มีหรือมีในจำนวนที่น้อยมาก

11. ฯลฯ

จะเห็นได้ว่า แหล่งเงินสำหรับสตาร์ทอัพ จะมีที่มาได้อย่างหลากหลาย และอาจจำเป็นอย่างยิ่งที่สตาร์ทอัพจะต้องใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการหาแหล่งเงินที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจที่ต้องการปั้นขึ้นให้ประสบความสำเร็จ แทนที่จะทุ่มเทไปให้กับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว

จนลืมคิดถึงเรื่องของแหล่งที่จะได้มาซึ่งเงินลงทุน ทั้งในระยะที่ต้องใช้เงินเพื่อพัฒนาความคิดออกมาให้เป็นรูปธรรม ระยะที่จะต้องสร้างตลาด และระยะที่จะต้องบริหารการผลิตที่จะรองรับความต้องการของตลาดที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น